เขามิเป็นกังวลเรื่องอำนาจและสถานะของตัวเอง แต่กลับค่อนข้างกังวลว่าการนั่งอยู่บนพื้นที่เย็นชื้นเป็นเวลานานจะทำให้พรุ่งนี้เขาลุกขึ้นจากเตียงไม่ไหวหรือเปล่า — มิได้นั่งอาสนะมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว หากมิเป็นเพราะเมื่อก่อนตอนอยู่เรือนอี้เหมาเคยมีประสบการณ์มาไม่น้อย เขาคิดว่าตนเองอาจจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ
ครั้นคิดถึงตรงนี้ เขาก็อดลอบวิจารณ์อาคันตุกะสูงศักดิ์ผู้นี้อยู่ในใจมิได้ ทันใดนั้นพลันคิดถึงข่าวลือที่บอกว่าอีกฝ่ายสามารถอ่านจิตใจ จึงรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นรีบท่องนามพระโพธิสัตว์อย่างเงียบๆ ใบหน้าฉีกยิ้ม สายตามองไปทางส่วนลึกของห้องภาวนาที่ถูกผ้าม่านหนักๆ และควันขาวบดบัง พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง
“ฉานจึยินดีขี่ดอกบัวมาที่นี่เพื่อไขปัญหาทางธรรมให้แก่ฝ่าบาท ทั้งยังยินดีเป็นธุระดำเนินงานชุมนุมเหมยฮุ่ย นับเป็นเกียรติแก่ราชสำนักยิ่งนัก”
ลมเย็นพัดเข้ามา พาเอากลิ่นธูปที่อยู่ในห้องภาวนาออกไป
ไม่ว่าฉานจึได้ยินคำพูดนี้แล้วมีปฏิกิริยาอย่างไร ย่อมต้องมีสมณะระดับสูงของวัดกั่วเฉิงมาพูดตอบโต้คำทักทายไร้สาระที่จำเป็นต้องพูดให้จบเหล่านี้กับเหอกั๋วกง
เหอกั๋วกงมองไปยังด้านในห้องภาวนา ครุ่นคิดอยู่ครู่ก่อนกล่าวถามว่า “ได้ยินว่าเมื่อคืนมีคนของสำนักชิงซานไป หรือว่านั่นจะเป็นถ้ำของท่านนักพรตจิ่งหยางจริงๆ?”