จัวหรูซุ่ยยังคงเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ศิษย์ชิงซานที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยย่อมต้องให้กั้วหนานซานเป็นผู้นำ
ศิษย์อันดับหนึ่งของเจ้าสำนักผู้นี้ได้แสดงสภาวะที่เหนือกว่าศิษย์รุ่นเดียวกันออกมาในงานชุมนุมซื่อเจี้ยน เขาได้บรรลุเข้าสู้ขั้นคเนจรไปแล้ว ตามที่หลายคนคาดการณ์ หากหลายปีมานี้ถงเหยียนไม่มีความก้าวหน้า กั้วหนานซานจะต้องเอาชนะอีกฝ่ายได้แน่ กระทั่งมีโอกาสที่จะท้าสู้กับลั่วไหวหนาน
แต่สุดท้าย…กระบี่ของเขาหัก
ตอนนี้เขาได้แต่ต้องอยู่ในยอดเขาอวิ๋นสิงเพื่อหลอมกระบี่ขึ้นมาใหม่ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่เดือนกี่ปีกว่าจะออกจากสำนักได้
นอกจากกั้วหนานซานแล้ว กู้หานก็กำลังรักษาอาการบาดเจ็บ เจี่ยนหรูอวิ๋นเองก็กำลังรักษาอาการบาดเจ็บ
หากครุ่นคิดอย่างละเอียด ศิษย์สองสามคนที่แข็งแกร่งที่สุดของยอดเขาเหลี่ยงว่างต่างไม่สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยในครั้งนี้ได้
ทั้งหมดเป็นเพราะคนผู้นั้น
ศิษย์ยอดเขาซีไหลกล่าวว่า “เหตุใดเขาไม่ต้องมาพร้อมพวกเราก็ได้?”
ศิษย์ยอดเขาซื่อเยวี่ยกล่าวหยอกล้อเล็กน้อย “เพราะเขาเป็นอาจารย์อาน่ะสิ”
……
……
จิ๋งจิ่วมิได้ขี่กระบี่ เขารอให้ฟ้ามืดก่อนจึงค่อยเดินออกมาจากชิงซาน จนมาถึงเมืองอวิ๋นจี๋
ก็เหมือนกับตอนที่ออกมาจากชิงซานเมื่อครั้งที่แล้ว เขาขึ้นไปบนเหลาสุรา สั่งหม้อไฟมาที่หนึ่ง
ครั้งนี้เขาไม่ต้องใช้หม้อเยียนยาง[1]อีก หากแต่สั่งน้ำแกงใสมาหม้อหนึ่ง จากนั้นต้มผักไปใบหนึ่ง