วันที่หก หลิ่วสือซุ่ยนอกจากยืนท่าคันธนูแล้ว ยังเริ่มฝึกเพลงหมัดด้วย เพียงแต่เวลานี้แตกต่างจากตอนที่อยู่ศาลาหนานซง เวลาเขาออกหมัดจะไม่มีเสียงใดๆ อีก เงียบเป็นยิ่งนัก
เขาไปเก็บกะหล่ำดอกสีเหลืองในสวนผักมาสองสามหัว เมื่อกลับมาในห้องครัวมองเห็นเนื้อหมูวางอยู่เส้นหนึ่ง จึงคิดอยากจะหั่นมันเสียหน่อย
อาศัยอยู่ชิงซานมาหลายปี เขาแทบจะมิได้กลับมา แต่เขาจำคำของจิ๋งจิ่วได้ จึงส่งเงินให้ทางบ้านมิน้อย ชีวิตของตระกูลหลิ่วในเวลานี้มิถือว่าลำบากอะไร
มารดาแซ่หลิ่วกลับมาเห็นซึ้งนึ่งมีควันลอยฉุย หลังงุนงงเล็กน้อยจึงตะโกนออกไปนอกหน้าต่างว่า “ตั้งแต่พรุ่งนี้เจ้าเริ่มทำกับข้าว ข้าจะช่วยพ่อเจ้าทำงานเยอะอีกหน่อยค่อยกลับมา”
วันที่เจ็ด นอกจากยืนท่าคันธนู ฝึกเพลงหมัด หลิ่วสือซุ่ยยังเริ่มวิ่ง ก่อนจะพบว่าชายหลังคาด้านหลังบ้านถูกฝนสาดจนพังไปส่วนหนึ่งแล้ว
ทำกับข้าวเสร็จ เผาปลาเฉาตัวหนึ่ง หยิบผักกาดดองมานิดหน่อย เขายกบันไดเดินออกไปด้านหลังสวน ตอกตึงๆ ตังๆ อยู่ทั้งช่วงบ่าย
วันที่แปด นอกจากทำเรื่องเหล่านี้แล้ว หลิ่วสือซุ่ยยังผ่าฟืนกองหนึ่ง คล้ายเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ฟืนกองดูสวยงาม
วันที่เก้า เขาไปยังที่นา ช่วงเวลาดำนาใกล้สิ้นสุดลงแล้ว หากยังไม่ไปช่วยมันจะไม่ทันการ
บิดาแซ่หลิ่วมิได้กล่าวกระไร หากแต่ส่งผ้าขนหนูให้ผืนหนึ่ง บอกให้เขาพันรอบคอไว้ ไม่รู้ว่าเพื่อกันลมหรือว่ากันแมลงที่อยู่ในที่นา