จิ๋งจิ่วนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “เมื่อก่อนข้าพูดน้อย เวลานี้พูดเยอะแล้ว สรรพสิ่งในโลกล้วนกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเรื่องใดก็ล้วนแต่มีเหตุผลของมันอยู่ แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงใช้ชีวิตจริงจังเพียงนี้ เหตุใดถึงยอมใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น หลักเหตุผลข้าเข้าใจ แต่ข้ามิอาจยอมรับได้”
เจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่าเขาหมายถึงยอดเขาเหลี่ยงว่าง หรือพูดให้ชัดก็คือหลิ่วสือซุ่ย นางมิรู้ควรจะรับคำอย่างไร
จิ๋งจิ่วกล่าวต่อว่า “ข้าบำเพ็ญเพียรช้าเกินไป”
เจ้าล่าเยวี่ยคิดในใจคำพูดนี้ช่างไม่สมกับนิสัยของเจ้าเลย ไปถูกอะไรกระตุ้นมาอย่างนั้นหรือ?
“ทั้งๆ ที่รู้ว่าหนทางข้างหน้าคืออะไร แต่ก็ยังเดินไปทางนั้นไม่หยุด ครั้นได้เห็นภาพที่เคยเห็นมาแล้วบางภาพ รู้สึกมันช่างน่าเบื่อหน่าย ข้าเลยไม่รีบ”
จิ๋งจิ่วกล่าว “แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกร้อนใจ”
เจ้าล่าเยวี่ยถาม “เพราะเหตุใด?”
จิ๋งจิ่วมองนางพลางกล่าวอย่างจริงจัง “หากตอนนี้ข้าบรรลุขั้นแหวกทะเล เช่นนั้นก็คงได้สู้กับไป๋หรูจิ้งไปแล้ว”
เจ้าล่าเยวี่ยพูดไม่ออก ในใจครุ่นคิดวันนี้เจ้าสู้กับศิษย์สามคนที่สำคัญที่สุดของยอดเขาเหลี่ยงว่างไปแล้ว ยังไม่พอใจอีกหรือ
เรื่องของหลิ่วสือซุ่ย ดูเหมือนจะไม่จบแต่เพียงเท่านี้
……
……
ลำแสงสิบกว่าสายค่อยๆ หดกลับเข้าไปในไข่มุกซู่หลิว
ไข่มุกเย่หมิง[3] เริ่มเปล่งแสงออกมาอีกครั้ง ภายในถ้ำถูกส่องสว่างจนเหมือนเวลากลางวัน