”
เขากล่าวกับจิ๋งจิ่ว “เช่นนั้นไม่ว่าวันนี้จะแพ้หรือชนะ ขอเพียงข้าได้เห็นความลับของเจ้านิดหน่อย มันก็ถือว่าไม่เลวแล้ว”
กล่าวจบประโยคนี้เขาก็ขี่กระบี่ทะลวงเมฆหมอกขึ้นไปยืนอยู่บนเสาหินต้นหนึ่ง
เมื่อดูจากลำแสงกระบี่แล้ว ตอนนี้หม่าหวาน่าจะอยู่ในสภาวะขั้นมิประจักษ์ระดับต้น หากว่าตามมาตรฐานของยอดเขาเหลี่ยงว่างก็ถือว่าค่อนข้างธรรมดา
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนจับจ้องไปยังจิ๋งจิ่ว ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกใครรู้
ศิษย์ขั้นสี่เจี้ยนจำนวนมากสามารถขี่กระบี่ได้ ศิษย์ที่เข้าร่วมงานชุมนุมซื่อเจี้ยนในวันนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ตามหลักแล้ว จิ๋งจิ่วควรจะขี่กระบี่ได้นานแล้ว แต่มิเคยมีผู้ใดเห็นเขาขี่มาก่อน
บางคนถึงขนาดคิดว่าการบำเพ็ญเพียรทางวิถีกระบี่ของเขาไปเจอกับอุปสรรคอะไรแปลกประหลาดหรือเปล่า
ทุกคนอยากรู้ว่าเขาจะขึ้นไปบนเสาหินที่สูงร้อยกว่าจ้างได้อย่างไร
หากกระทั่งเสาหินยังขึ้นไปไม่ได้ แล้วจะทดสอบกระบี่ได้อย่างไร?
ฉือเยี่ยนชูมือขวา เป็นสัญญาณบอกว่าเชิญ
จิ๋งจิ่วปลดกระบี่เหล็กที่สะพายอยู่ด้านหลัง ก่อนจะชูมันขึ้นไปกลางอากาศ
ท่าทางนี้ดูแล้วแปลกประหลาด คล้ายนายพรานที่เดินเข้าไปในป่าอันมืดมิดแล้วชูคบเพลิงที่อยู่ในมือ
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่าลูกศิษย์มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย คิดในใจว่าเขากำลังจะทำอะไร?
ฉือเยี่ยนคิดถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา คิ้วพลันเลิกขึ้นเล็กน้อย
บนแท่นหินมีผู้อาวุโสผมขาวบางคนก็รู้สึกเหมือนเคยเห็นภาพนี