ป็นคนที่เดินไปได้ไกลที่สุด
ในช่วงเวลาพันปีที่ผ่านมา ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนมีผู้ที่บรรลุเป็นเซียนได้เพียงคนเดียว นั่นก็คือจิ่งหยาง
ยิ่งเป็นอัจฉริยะอย่างเซี่ยงหว่านซูก็ยิ่งรู้ว่านักพรตจิ่งหยางนั้นยอดเยี่ยมขนาดไหน
ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องที่เจ้าล่าเยวี่ยได้เป็นผู้สืบทอดของนักพรตจิ่งหยาง อย่าว่าแต่เขาเลย กระทั่งถงเหยียนผู้เป็นศิษย์พี่ของเขาเองก็ยังรู้สึกอิจฉาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ในเวลานี้ สมณะหนุ่มแห่งวัดกั่วเฉิงผู้นั้นมายังข้างกายสมณะแก่ ก่อนจะชี้ไปที่ปากของตนพลางส่งเสียงอู้อี้ ดูค่อนข้างร้อนใจ
มีบางคนรู้สึกแปลกใจ คิดในใจหรือสมณะผู้นี้จะเป็นใบ้ แต่ผู้บำเพ็ญพรตที่คุ้นเคยกับวัดกั่วเฉิงรู้ว่าสมณะหนุ่มผู้นี้กำลังฝึกปิดวาจาอยู่
สมณะหนุ่มกำลังถามว่า สหายชิงซานสองคนนั้นไปแล้ว ข้ายังต้องฝึกปิดวาจาหรือไม่?
สมณะแก่กล่าวว่า “พอได้แล้ว”
สมณะหนุ่มคล้ายยกภูเขาออกจากอก สายตามองไปยังเส้นสีแดงที่ใกล้จะลับหายไปบนท้องฟ้า พลางตะโกนออกมาเสียงดัง
เสียงของเขาดังกังวาน คล้ายกับระฆังยามเย็นในวัดโบราณ ดังสะท้อนไปทั่วลานเมฆ
“มาพร้อมความรื่นรมย์ ความรื่นรมย์หมดแล้วจากไป ช่างสมกับเป็นวิถีชาวเซียน…”
……
……
“วิถีชาวเซียนอย่างนั้นหรือ? เกรงว่าจะเป็นวิถีมารมากกว่า แผ่นดินต้องเจอกับหายนะอีกครั้งแล้ว…”
ซือเฟิงเฉินยืนอยู่ในเมืองไห่โจว สายตามองดูลำแสงกระบี่และลำแสงของอาวุธวิเศษที่แผ่กระจายมาจากทั่วทุกทิศบนท้องฟ้า พลางกล่าวอ