มาบนยอดเขา
เต่าหินค่อยๆ ลืมตาขึ้น สายตาดูงุนงง คล้ายมิรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
คิดไม่ถึงว่ามันจะเป็นสิ่งมีชีวิต
คนผู้นั้นหมุนตัวกลับมา ร่างกายสูงใหญ่ สายตาสุขุมนุ่มลึก ดูแข็งแกร่งจนมิอาจคาดคะเนได้ เขาคือเจ้าสำนักชิงซาน
“หยวนกุยล่วงเกินเจ้าตรงไหน? มันนอนของมันอยู่ดีๆ เหตุใดเจ้าต้องปลุกมันขึ้นมาด้วย”
ไป๋กุ่ยตะปบหนึ่งทีสามารถเบิกเขาผ่าสมุทร ทำให้ยอดเขาเสินม่อต้องฟังจิ๋งจิ่วไออยู่ครึ่งปี แต่ในเวลานี้กลับทำได้เพียงปลุกหยวนกุยให้ตื่นขึ้นมา
แต่มันมิได้รู้สึกขายหน้าอะไร
ในฐานะที่เป็นสหายที่อาศัยอยู่ในชิงซานมาด้วยกันนับหลายพันปี ไป๋กุ่ยย่อมต้องรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นมีผิวหยาบเนื้อหนา ไม่มีทางได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน
เพราะอีกฝ่ายก็เป็นผู้พิทักษ์แห่งชิงซานเหมือนกัน —- หยวนกุย
“เจ้าไม่อาย แต่ข้าผู้เป็นเจ้าสำนักชิงซาน กระทั่งกระบี่เล่มหนึ่งก็ยังไม่มี น่าขายหน้าใช่หรือไม่?”
เจ้าสำนักมองไปทางป้ายหินที่หยวนกุยแบกเอาไว้ พลางกล่าวว่า “อย่างไรเสียเขาก็จะกลับมาแล้ว หากคิดอยากจะหยุดเรื่องนี้จริงๆ ก็ให้เอาหนึ่งมาแลกแล้วกัน”
ป้ายหินแผ่นนั้นทั้งกว้างทั้งตรงทั้งใหญ่ เหมือนกับภูเขาเล็กๆ ที่ถูกคนผ่าออก พื้นผิวเรียบรื่น มิได้มีตัวอักษรใดๆ อยู่บนนั้น
บนตำแหน่งที่สูงที่สุดของป้ายหินมีกระบี่ปักเอาไว้เล่มหนึ่ง คล้ายกับมวยผมเล็กๆ ที่มัดอยู่บนศีรษะของเด็กสาว
หรือว่านั่นจะเป็นกระบี่แบกสวรรค์ที่ร่ำลือกัน?
แต่หากมองดูดีๆ ก็