ผู้นี้ จึงมิได้ใส่ใจกระไร
“เจอคนแล้ว?” เจ้าล่าเยวี่ยถามจิ๋งจิ่ว
จิ๋งจิ่วพยักหน้า
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “อย่างนั้นไปกันเถอะ”
เซี่ยงหว่านซูพลันกล่าวขึ้นมา “หวังว่าจะได้พบกันในงานชุมนุมเหมยฮุ่ย
เขามองจิ๋งจิ่วขณะที่กล่าวประโยคนี้
ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเองก็มีการแข่งศิลปะทั้งสี่เช่นกัน
ปีหน้า จิ๋งจิ่วน่าจะเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยในฐานะตัวแทนลูกศิษย์ของชิงซาน
ในเมื่อเขาสามารถคว้าอันดับหนึ่งในการแข่งหมากล้อมของงานเลี้ยงซื่อไห่ได้ เห็นทีเขาก็คงต้องเข้าร่วมการแข่งหมากล้อมต่อเป็นแน่
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ข้าเคยบอกแล้ว เจ้าไม่ไหวหรอก ให้ศิษย์พี่เจ้ามาดีกว่า”
เซี่ยงหว่านซูสีหน้าคร่ำเคร่งเล็กน้อย มิได้กล่าวกระไร
ตอนอยู่ด้านนอกหอบนภูเขาโดดเดี่ยว เจ้าล่าเยวี่ยเคยกล่าวประโยคนี้
เวลานั้นเขาคิดว่านางเป็นเพียงเด็กสาวที่ถูกตามใจจนเสียคน กระทำตัวไม่รู้จักต่ำสูง จึ่งมิได้สนใจอะไร
ทว่านางคือเจ้าล่าเยวี่ย เช่นนั้นคำพูดประโยคนั้นจึงมิใช่การไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากแต่นางคิดเช่นนั้นจริงๆ
ภายในตำหนักมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา
ในสำนักจงโจว เซี่ยงหว่านซูมีศิษย์พี่อยู่หลายคน แต่หากพูดถึงศิษย์พี่ของเขาโดยมิกล่าวชื่อใดๆ ศิษย์พี่คนนั้นย่อมหมายถึง…ถงเหยียน
คำพูดประโยคนี้ของเจ้าล่าเยวี่ยหมายความว่าอย่างไร? จะท้าสู้กับถงเหยียนแทนจิ๋งจิ่วอย่างนั้นหรือ?
ในที่สุดสำนักชิงซานกับสำนักจงโจวก็จะได้เผชิญหน้ากันแล้วอย่างนั้นหรือ?
เมื่อคิด