ต ดังนั้นพวกเราจึงต้องมองให้กว้างขึ้น อย่าปล่อยให้ต้นไม้เพียงต้นเดียวมาทำให้เราละทิ้งป่าทั้งผืน”
เสียงของซีหวังซุนอ่อนโยน คล้ายกับไข่มุกจากทะเลทางใต้อันกลมมนบนแผงลูกปัดมงกุฎ
คำพูดครึ่งแรกคล้ายคำชี้แนะธรรมดาที่อาจารย์พูดกับลูกศิษย์ แต่คำพูดครึ่งหลังกลับแปลกพิกล
จิ๋งจิ่วครุ่นคิดในใจ ที่แท้เจ้ามิใช่เขา
ในเวลานี้ เขารู้แล้วว่าซีหวังซุนคือใคร และย่อมต้องรู้ด้วยความเขามิใช่ใคร
ซีหวังซุนมองจิ๋งจิ่ว คล้ายยิ้มคล้ายมิยิ้ม
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เขาเองก็คิดว่าตัวเองรู้แล้วว่าผู้บำเพ็ญพรตหนุ่มที่สวมหมวกลี่เม่าผู้นี้คือใคร
สำหรับเขาแล้ว อีกฝ่ายน่าจะถูกราชสำนักไล่ล่าจนร้อนใจ ถึงได้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงซื่อไห่เพื่อพึ่งพาเขา
เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นในศาลเจ้าเทพทะเลคืนนั้น แต่เขามิได้มีความโกรธใดๆ ในทางกลับกัน เขาชื่นชมในความกล้าและความสามารถของอีกฝ่าย และยิ่งรู้สึกว่าคนหนุ่มสาวสองคนนี้มีศักยภาพพอที่จะเลี้ยงดูขึ้นมาได้ ถึงแม้คนที่สะพายกระบี่เหล็กที่อยู่ตรงหน้าคนนี้จะยังไม่สามารถบรรลุเข้าสู่สภาวะมิประจักษ์เหมือนอย่างอีกคนหนึ่งก็ตาม
แต่เขาไม่มีทางจะให้สำนักซีไห่รับพวกเขาเข้ามา หากแต่จะใช้วิธีอื่น
ดังนั้นเขาจึงกล่าวคำพูดประโยคหลังเมื่อครู่นี้
ทุกอย่างเงียบเชียบ จิ๋งจิ่วมิได้ตอบอะไร
ดวงตาของซีหวังซุนค่อยๆ หรี่ลง เผยให้เห็นสีหน้าอันเย็นชา พลางกล่าวว่า “หากเจ้าไม่คิดจะพึ่งข้า เหตุใดจึงมาเข้าร่วมงานเลี้ยงซื่อไห