่ของข้า?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าเพียงแค่อยากมาดูเจ้าเท่านั้น”
นี่เป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมาย
ซีหวังซุนมองเขาอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นพลันกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้ายังต้องการของวิเศษของข้าหรือไม่?”
จิ๋งจิ่วส่ายศีรษะ
ครั้นได้ยินเช่นนี้ ซีหวังซุนนึกว่าเขาเพียงแค่ยังมิได้ตัดสินใจ จึงคิดใช้โอกาสนี้แสดงมิตรภาพ หลังนิ่งเงียบไปครู่จึงโบกมือเพื่อบอกให้เขาออกไป
……
……
ตำหนักของสำนักกระบี่ซีไห่โอ่โถงกว้างขวาง เส้นรอบวงมีขนาดนับพันจ้าง เมฆหมอกบางๆ ลอยเลียดพื้น แขกเหรื่อต่างแยกย้ายกันนั่งอยู่ด้านใน
หากมิเป็นเพราะสายตาของผู้บำเพ็ญพรตมีความเฉียบคม เกรงกว่าคงยากจะมองเห็นใบหน้าของกันและกันได้ชัดเจน
จิ๋งจิ่วกลับมาในตำหนัก เดินมายังโต๊ะที่เจ้าล่าเยวี่ยนั่งอยู่ เตรียมเดินออกไปพร้อมกับนาง
เสียงที่ฟังดูเยือกเย็นน่ากลัวเสียงหนึ่งดังขึ้น
“อยู่ในงานเลี้ยง กลับเอาแต่สวมหมวก พวกเจ้ากลัวคนอื่นเห็นหน้าขนาดนี้เลยหรือ? หรือว่าไปทำเรื่องชั่วร้ายมาจนมิกล้าสู้หน้าผู้คน?”
เหล่าแขกในงานรู้สึกประหลาดใจ จากนั้นมองไปทางต้นกำเนิดเสียง ก่อนจะพบว่าผู้ที่พูดคือผู้บำเพ็ญพรตวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่ง สวมชุดนักพรตสีดำ ใบหน้าอัปลักษณ์
ผู้บำเพ็ญพรตที่จำเขาได้พูดเสียงเบาๆ สองสามประโยค เหล่าแขกในงานจึงได้รู้ว่าที่แท้ผู้บำเพ็ญพรตวัยกลางคนผู้นี้ก็คือจู๋เจี้ยซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญพรตไร้อาจารย์
ได้ยินว่าเขามีสัมพันธ์อันดีกับสำนักกระบี่ซีไห่ วันนี้