ซือเฟิงเฉินยืนอยู่บนแผ่นไม้ที่เชื่อมระหว่างหน้าผา มองดูคนสองคนที่เดินไปทางหอที่อยู่ไกลออกไป สายตาแปรเปลี่ยนเป็นคร่ำเคร่งขึ้นมา
ลมทะเลพัดเข้ามาจนหนวดที่ออกเป็นสีน้ำตาลเหลืองของเขาพริ้วไหว แต่กลับไม่สามารถทำอะไรอยย่นบนใบหน้าของเขาได้ รอยย่นเหล่านั้นแสงถึงแรงกายแรงใจที่เขาทุ่มเทให้กับราชสำนัก ราวกับเหล็กที่หลอมขึ้นมาก็มิปาน
ลูกน้องกล่าวขอคำสั่งว่า “ใต้เท้า พวกเขาใกล้จะเข้าไปในหอแล้ว ให้ลงมือเลยหรือไม่ขอรับ?”
ซือเฟิงเฉินหรี่ตาเล็กน้อย กล่าวว่า “รอก่อน แขกเหรื่อในงานเลี้ยงซื่อไห่มีจำนวนมาก หากตอนนี้ลงมือ จะทำให้เกิดความวุ่นวายได้ง่าย”
ลูกน้องเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเขา สำนักกระบี่ซีไห่ตอบรับคำขอของกรมชิงเทียนด้วยการส่งคนมาจับตาดูงานเลี้ยงเอาไว้ นี่ถือเป็นการไว้หน้าราชสำนักมากแล้ว หากอีกประเดี๋ยวไปทำให้งานเลี้ยงต้องจบลงก่อนถึงเวลาหรือทำให้เกิดความวุ่นวายเพียงเพื่อจะจับกุมคนชั่วสองคนนั้น….ใครจะแบกรับไฟแห่งความโกรธของซีหวังซุนไหว?
ซือเฟิงเฉินกล่าว “ตอนนี้มีใครอยู่ในหอ?”
ลูกน้องอีกคนหนึ่งกล่าว “อาจารย์เซียนส่วนใหญ่เข้าไปยังลานเมฆแล้วขอรับ”
ซือเฟิงเฉินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ ในใจครุ่นคิดเมื่อคืนก่อนปล่อยให้อีกฝ่ายหลบหนีไปจากโรงเตี๊ยมก็ว่าไปอย่าง วันนี้รู้อยู่ว่าอีกฝ่ายจะมาร่วมงานเลี้ยงซื่อไห่ แต่ผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นกลับยังมิสนใจ
“สำนักชิงซานล่ะ?”
“ก็เข้าไปแล้วขอรับ”
“แล้วตอนนี้มีใครอยู่?”