ั้น…ตลอดการเดินทาง ได้สังหารปีศาจไปแล้วจำนวนมาก อีกทั้งคนที่ตายเหล่านั้น…”
คำพูดนี้มิทันได้กล่าวจบ แต่ทุกคนต่างเข้าใจว่าคนผู้นั้นคิดอยากจะกล่าวอะไร
คนที่ถูกสังหารเหล่านั้นก็มิใช่คนดีอะไร อย่างเช่นไต้ซือจู๋กุ้ยแห่งวัดเฮยหลงผู้นั้น
ทุกคนต่างรู้ในจุดนี้ แต่ไม่มีใครที่จะพูดอะไรออกมา
ในตอนที่พวกเขาพบว่าคนที่พูดคือสมณะแพทย์หนุ่มจากวัดกั่วเฉิงรูปนั้น พวกเขาพลันเกิดความรู้สึกว่าการที่คนเหล่านั้นถูกสังหารมันเป็นเรื่องที่สมควร
เหอจือชงซึ่งเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักคุนหลุนเหลือบมองดูสมณะแพทย์หนุ่มรูปนั้น
จู๋เจี้ยแค่นหัวเราะ พลางกล่าว “คดีที่เกิดขึ้นในเมืองเฉาหนานนั้น จุดเริ่มต้นของเรื่องราวคือสำนักซานตูได้แย่งยากับทางวัดของไต้ซือ ตอนนี้คนของสำนักซานตูตายแล้ว แต่ยากลับอยู่ในมือของวัดไต้ซือ แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดกล้าสงสัยว่าวัดกั่วเฉิงจะร่วมมือกับฆาตกรเหล่านั้น แต่ตอนนี้ไต้ซือน้อยกลับกล่าวเช่นนี้ มันดูไม่ค่อยจะเหมาะสมหรือเปล่า?”
สมณะหนุ่มรู้สึกโมโห คิดอยากแก้ต่างสักสองสามประโยค แต่กลับไม่รู้ควรจะพูดอย่างไร ใบหน้าพลันแดงขึ้นมา
เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมีแผนการอะไรมากนัก ผู้บำเพ็ญพรตของแต่ละสำนักเพียงแค่รอให้ทางกรมชิงเทียนพบคนชั่วสองคนนั้นแล้วแจ้งพวกเขามาเท่านั้น
ส่วนที่ว่าจะกลายเป็นศึกนองเลือดหรือไม่นั้น ทุกคนมิได้กังวลเลย ต่อให้คนชั่วผู้นั้นบรรลุสภาวะขั้นมิประจักษ์ แต่พวกเขาก็มียอดฝีมือที่บรรลุสภาวะขั้น