่องหนึ่งขึ้นมาได้ กล่าวถามว่า “เจ้าไม่มีเงิน แล้วซื้อหมวกได้อย่างไร?”
เจ้าล่าเยวี่ยตกตะลึง มิได้ตอบคำถามนี้ นางนั่งขัดสมาธิลงไปบนพื้นที่สะอาด ก่อนจะหลับตาแล้วเริ่มฟื้นฟูพลังในร่างกาย
“ความขายหน้าของชิงซาน”
จิ๋งจิ่วส่ายศีรษะ ยิ้มพลางกล่าว
เจ้าล่าเยวี่ยยังคงมิได้สนใจเขา
หมอกขาวสายหนึ่งลอยขึ้นมาจากกลางศีรษะของนาง ตรงดิ่งเป็นเส้นคล้ายกระบี่
จิ๋งจิ่วปลดกระบี่เหล็กที่อยู่ด้านหลังลง ความคิดขยับเล็กน้อย บนตัวกระบี่สีดำมีประกายไฟสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นมา
เขายื่นมือไปจับประกายไฟมาวางไว้บนหน้า จากนั้นถูเล็กน้อย คราบฝุ่นควันที่เปรอะเปื้อนจากการเดินทางนับพันลี้หายวับไปทั้งหมด เผยให้เห็นผิวที่สะอาดผุดผ่องราวหยก
จากนั้นเพียงครู่ เจ้าล่าเยวี่ยปรับลมหายใจเสร็จเรียบร้อย นางลืมตาขึ้นมา ดวงตาสีขาวดำตัดกันอย่างชัดเจน ดูงดงามยิ่งนัก
นางเหลือบมองจิ๋งจิ่วพลางครุ่นคิด ก่อนจะยื่นมือไปในอากาศ ใช้พลังทำให้อากาศจับตัวเป็นน้ำแล้วเอามาชะล้างใบหน้า
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เสี่ยวเอ้อยกกะละมังน้ำร้อนเดินเข้ามา บนแขนมีผ้าขนหนูขาวสะอาดพาดอยู่สองผืน
“นายท่าน….”
เสี่ยวเอ้อมองดูใบหน้าเจ้าล่าเยวี่ย พลันตกตะลึง
เขาเอากะละมังน้ำวางลงไปบนพื้น มองไปทางจิ๋งจิ่ว กล่าวว่า “ถ้ายังไงนายท่าน…”
เสียงหยุดชะงักไปอีกครั้ง
เขาขยี้ดวงตา มิกล้าเชื่อในสิ่งที่ตนเองมองเห็น
……………………………………………………
[1]หลูซาน คือ ชื่อภูเขา
[2]หยางสยง คือ คนผู้หนึ่ง