อาชนะตนเองได้อย่างง่ายดายในงานชุมนุมเฉิงเจี้ยน
เขารู้สึกนับถือ หรือพูดอีกอย่างคืออยากเป็นอัจฉริยะเช่นนี้มาโดยตลอด
จิ๋งจิ่วกล่าว “การบำเพ็ญพรตมิใช่การฝึกยุทธ์อย่างคนทั่วๆ ไป จะนั่งขัดสมาธิ จะนอน จะอยู่ใต้น้ำพุหรือจะยืนอยู่ริมทะเล ความจริงแล้วมิได้มีสิ่งใดต่างกัน”
กู้ชิงครุ่นคิด พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่นั่นเป็นแค่การทำสมาธิเท่านั้น หรือเวลาดูดซับพลังชีวิตในธรรมชาติ เจ้ามิจำเป็นต้องฝึกฝนเพลงกระบี่?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ดื่มชา”
ฟังดูแล้วคล้ายเขากำลังเชื้อเชิญกู้ชิงดื่มชา แต่ความจริงกลับมิได้เป็นเช่นนั้น
กู้ชิงวางกล้วยหวีนั้นลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มจุดไฟต้มชา
จิ๋งจิ่วชื่นชอบเวลามีคนมาต้มชาให้เขา เพียงแต่กู้ชิงมิใช่หลิ่วสือซุ่ย เขาไม่สะดวกที่จะเรียกใช้ อีกทั้งพวกวานรก็โง่เขลาเกินไป….
ชากาหนึ่งรินลงในถ้วยสองใบ กู้ชิงหยิบไปถ้วยหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะนั่งลงบนก้อนหินใหญ่ที่อยู่ริมผา
ก้อนหินใหญ่สองก้อนนั้นคือก้อนหินที่เหล่าวานรขนมาจากบริเวณหน้าผา
กู้ชิงมองดูใบหน้าด้านข้างของจิ๋งจิ่ว พบว่าตอนนี้ตนเองสามารถรักษาความสงบนิ่งได้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่งดงามเพียงใด ขอเพียงดูหลายครั้งเข้า…เอาล่ะ ก็ยังดูงดงามอยู่ดี เพียงแต่มิได้เจิดจ้าเหมือนอย่างในคราแรกแล้ว
สิ่งที่ทำให้กู้ชิงรู้สึกเจิดจ้าก็คือพรสวรรค์ในทางวิถีกระบี่ของจิ๋งจิ่ว
แม้นตอนที่อยู่ยอดเขาเหลี่ยงว่าง กั้วหนานซานกับอาจารย์เหล่านั้นจะเคยชื่นชมพ