บริเวณหน้าผาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“อย่าได้ท้อแท้ ขอเพียงเจ้าตั้งใจบำเพ็ญเพียร สามปีไปแล้วย่อมยังมีโอกาส”
กู้หานใช้น้ำเสียงของพี่ชายกล่าวคำพูดที่อ่อนโยนสองสามประโยค แต่เมื่อเห็นกู้ชิงยืนอยู่ข้างกองไม้ที่ถูกตัดเหล่านั้น อารมณ์ของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นแย่ขึ้นมา
“มีคนบอกว่าเจ้ามาอยู่ที่ยอดเขาเสินม่อ ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง”
เขามองดูกู้ชิง พลางพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ประเดี๋ยวตามข้าลงเขา เตรียมรับการลงโทษ”
กู้ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ามิใช่ศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่าง ตอนนี้ก็มิได้อยู่ในห้องเรียน ท่านไม่มีสิทธิ์ลงโทษข้า”
กู้หานโกรธเกรี้ยว สีหน้ายิ่งดูเย็นชา เขาตะคอกเสียงดังว่า “ถ้ากฎยอดเขาใช้ไม่ได้ ข้าก็จะใช้กฎของครอบครัวสั่งสอนเจ้าแทนท่านพ่อ!”
กู้ชิงมองดูเขา พลางยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “พวกท่านเอาแต่พร่ำบอกหลิ่วสือซุ่ยว่าทันทีที่ผ่านประตูเข้ามาแล้ว เรื่องราวในโลกปุถุชนทั้งหมดต้องตัดขาดให้สิ้น เหมือนที่จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจิ๋งจิ่ว เหตุใดพอเป็นข้ากลับมิได้เป็นเช่นนั้นเล่า? ครอบครัวอะไรกัน? ชิงซานคือครอบครัวของข้า เช่นนั้นกฎของครอบครัวมันคือสิ่งใด…ศิษย์พี่กู้?”
เมื่อกล่าวถึงสามพยางค์สุดท้าย น้ำเสียงเขาเน้นหนักขึ้น
กู้หานมองดูเขาด้วยสายตาเยือกเย็น จากนั้นพลันหมุนตัวเดินจากไป มิกล่าวกระไรอีก
ครั้นมาถึงปลายยอดเขา เขามองเห็นเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวนั้น คิ้วที่เรียวยา