่นมีความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ข้างหม้อไฟที่อยู่บนเหลาสุรายังคงมีเสียงคนดังวุ่นวาย
ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่าบนท้องฟ้าที่อยู่เหนือเมฆหมอก มีลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในเมืองอวิ๋นจี๋มีป่าอยู่แห่งหนึ่ง ต้นไม้มิได้แน่นขนัดอะไร แต่เจริญงอกงามเป็นอย่างดี ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้สีเขียวดูคล้ายเงินทองแดงที่ถูกร้อยเป็นพวง ละลานตาเต็มไปหมด
ลมโชยผ่านต้นไม้ ฝุ่นควันฟุ้งแผ่วเบา แสงสีแดงพลันหดกลับไป
เจ้าล่าเยวี่ยเก็บกระบี่มิคำนึงเข้าไปในแขนเสื้อ จากนั้นผายมือออกแล้วพูดกับจิ๋งจิ่วว่า “ที่นี่แหละ”
เวลานี้พวกเขาอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บนพื้นมีใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมมาเป็นเวลาหลายปี ดูแล้วธรรมดาอย่างมาก ไม่มีอะไรผิดปกติ
“ศิษย์ของเผ่าหมิงผู้นั้นสภาวะต่ำต้อย เวลานั้นยังรั้งอยู่ในเมืองอวิ๋นจี๋มิจากไป ดูแล้วแปลกประหลาด”
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูพื้นดินนั้นพลางกล่าว “ถึงแม้ตอนนั้นจะประกาศเขตหวงห้ามสามพันลี้ออกมา แต่อาจารย์เมิ่งกระทั่งถามยังไม่ถามก็สังหารเขาไปเสียแล้ว เรื่องนี้มันก็ค่อนข้างแปลกเช่นกัน แต่ตอนนั้นข้า หิ้วศพเขามุ่งหน้ามาที่นี่โดยมิได้สนใจอะไรนัก จากนั้นในช่วงเวลาที่ปรมาจารย์อาบรรลุกลายเป็นเซียน จู่ๆ ก็มีเรื่องๆ หนึ่งเกิดขึ้น”
จิ๋งจิ่วถาม “เรื่องอะไร?”
เจ้าล่าเยวี่ยเงยหน้ามองไปทางหมู่ยอดเขาที่อยู่ในเมฆหมอก กล่าวว่า “ข้าได้ยินเสียงถอนใจเสียงหนึ่ง”
จิ๋งจิ่วเลิกคิ้วขึ้นมา “ถอนใจ?”
“ใช่”