ียนล้มเหลว จากนั้นตายไปแล้วหรอกหรือ?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ปรมาจารย์อาเตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้มานาน เช่นนี้แล้ว บนโลกยังจะมีผู้ใดทำร้ายท่านได้อีก?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าว่าเจ้าคิดมากไปแล้ว”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “กระบี่มิคำนึงอยู่ข้างกายข้ามาโดยตลอด อย่างนั้นมันก็ชัดเจนแล้ว ข้าคือผู้สืบทอดที่ปรมาจารย์อาเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า แน่นอนว่ายังมีเจ้า”
จิ๋งจิ่วกล่าว “พวกเราไม่เหมือนกัน”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “มีอะไรไม่เหมือนกัน?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ก็มันไม่เหมือนกัน”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ข้ามีสร้อยกระบี่ เจ้าก็มี ข้าต้องการมาที่นี่ เจ้าก็ต้องการ อีกทั้งตอนนี้พวกเราก็อยู่ที่นี่แล้วด้วย”
จิ๋งจิ่วมองดูสร้อยข้อมือของนาง ในใจครุ่นคิดฟังดูมันก็พอมีเหตุผลอยู่จริงๆ
แต่เขารู้ว่าความจริงมันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ จึงส่ายศีรษะ จากนั้นนอนหลับตาลงไปบนเก้าอี้ไม้ไผ่แล้วเริ่มพักผ่อน
และก็ไม่รู้ว่าเขาย้ายเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวนี้มาจากริมธารสี่เจี้ยนตั้งแต่เมื่อไร
ดวงตาปิดลงมิได้หมายความว่ากำลังนอนหลับ แต่อาจจะกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่อย่างเงียบๆ
พักผ่อนเองก็มิได้หมายความไม่ทำอะไร หากแต่ฉวยโอกาสตอนนี้หัวสมองยังปลอดโปร่ง ทำสมาธิสำรวจตัวเอง
ใจของจิ๋งจิ่วดำลงไปในร่างกายของตน
นี่มิใช่การสำรวจตัวเองครั้งแรกของเขา แต่เขายังคงไม่ชิน ใช้เวลาอยู่เล็กน้อยจึงมองเห็นทะเลผืนนั้น
นั่นคือทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล และลึกจนยากหยั่งถึง
ความคิดก่อเกิดลมแผ่วเบ