ก้อนเมฆคล้อยเคลื่อนไปยังสี่มุมของท้องฟ้า เผยให้เห็นแผ่นนภาสีครามผืนหนึ่ง นั่นคืออุโมงค์ที่ข่ายพลังชิงซานเปิดออก
ฐานดอกบัวแห่งวัดกั่วเฉิงหายไปในขอบฟ้าพร้อมกับลำแสงสีทองสายหนึ่ง หลังจากนั้น รถลากบินของเมืองเจาเกอ เรือแห่งความว่างเปล่าของต้าเจ๋อต่างทยอยกันออกไปจากภูเขา
จากนั้น ลำแสงดาบอันเยือกเย็นสายหนึ่งพลันส่องสว่างไปทั่วนภา ก่อนจะมุ่งหน้าไปทางเหนือ
ครั้นเห็นภาพนี้ บนใบหน้าของศิษย์ชิงซานเช่นกั้วหนานซานต่างเผยให้เห็นสีหน้าที่ระมัดระวังขึ้นมา
สำนักเฟิงเตาตั้งอยู่ทางเหนืออันห่างไกล แม้นจะบอกว่ามิได้มีความแค้นอะไรระหว่างสำนักชิงซาน แต่ฝ่ายหนึ่งฝึกดาบ ฝ่ายหนึ่งฝึกกระบี่ ไม่ว่าจะในสายตาชาวโลก หรือในใจของลูกศิษย์ของทั้งสองฝ่ายต่างก็แอบเกิดการเปรียบเทียบอยู่ในใจ และการแอบเปรียบเทียบนี้ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้
ปีนี้เป็นปีแรกที่สำนักเฟิงเตาส่งทูตมาเข้าร่วมงานชุมนุมเฉิงเจี้ยนของสำนักชิงซาน ทูตที่มาผู้นั้นนิ่งเงียบมิค่อยพูดจา ตั้งแต่ต้นจนจบกล่าวเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น ใครจะคาดคิดบ้างว่าสภาวะของเขาจะสูงส่งเพียงนี้ เมื่อมาคิดดูแล้ว มิเสียทีที่เทพแห่งดาบเป็นยอดคนที่บรรลุสภาวะขั้นทะลวงสวรรค์ คิดไม่ถึงว่าจะสามารถรวบรวมผู้บำเพ็ญเพียรอันแข็งแกร่งได้มากขนาดนี้ แม้นจะอยู่ในดินแดนทางเหนืออันรกร้าง
งานชุมนุมเฉิงเจี้ยนจบลงแต่เพียงเท่านี้ เรื่องที่เหลือหลังจากนี้คือกิจการภายในของส