้าล่าเยวี่ยกล่าว “คนเกียจคร้านเยี่ยงเจ้า จะปล่อยให้เวลาเสียเปล่าได้อย่างไร”
ปกติแล้ว หากบอกว่าคนๆ หนึ่งเกียจคร้าน ก็มักจะบอกว่าเขาชื่นชอบเสียเวลา
นางบอกจิ๋งจิ่วเกียจคร้าน แต่กลับคิดว่านั่นเป็นเพราะเขาไม่อยากเสียเวลา
นี่เป็นการตีความที่น่าสนใจจริงๆ
“ข้าเองก็มิชอบถูกคนจ้องมอง” เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว
เมื่อวันที่หิมะตกครั้งแรกปีที่แล้ว พวกเขาเคยสนทนาถึงเรื่องนี้
“ก็เหมือนที่เจ้ากล่าวมา ไม่มีทางที่จะมีก้อนเมฆบดบังพระอาทิตย์ไปทุกวันได้ พระอาทิตย์อยู่ตรงนั้น ผู้ใดบ้างจะไม่มอง?”
นางมองใบหน้าด้านข้างของจิ๋งจิ่ว กล่าวต่อว่า “ดังนั้นเวลาที่ควรก้าวออกมา ยังไงก็ต้องก้าวออกมา”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เจ้ากล่าวถูกต้อง แต่ถ้ามิอยากถูกคนจับจ้อง ความจริงแล้วยังมีอีกวิธี”
เจ้าล่าเยวี่ยถาม “ทำอย่างไร?”
“กลายเป็นพระอาทิตย์ที่แท้จริง”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ลำแสงเจิดจ้า เช่นนี้แล้ว ก็จะมีน้อยคนที่กล้าจ้องมองเราตรงๆ”
ครั้นกล่าวจบ เขาก็ยันกายลุกขึ้นแล้วเดินลงลำธารไป
ลูกศิษย์ที่อยู่ริมลำธารมิรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร ต่างพากันแตกตื่นเล็กน้อย
ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาซื่อเยวี่ยที่เป็นผู้ดำเนินงานงานชุมนุมเฉิงเจี้ยนกล่าวถามอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะทำอะไร?”
จิ๋งจิ่วกล่าวอย่างมิเข้าใจ “สืบทอดกระบี่ไง”
ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาซื่อเยวี่ยพลิกเปิดสมุดรายชื่อไปหน้าสุดท้าย ก่อนจะพบชื่อเขาจริงๆ
ริมฝั่งธารมีเสียงพูดคุยดังอื้ออึง
เซวียหย่งเกอล