ิษย์จะบำเพ็ญเพียรอย่างไร จะบำเพ็ญเพียรอย่างไรก็ล้วนแต่ทำได้ทั้งสิ้น”
แต่ภายในใจเขาเพิ่มเหตุผลเข้าไปอีกประโยคหนึ่ง แน่นอนว่าเป็นเพราะเขาค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดอยากจะฝึกอะไร แล้วคิดอยากจะปิดบังสิ่งใด ทว่าการที่เจ้าทำเช่นนี้ มันกลับจะกลายเป็นที่สนใจของทุกคนได้ง่าย”
จิ๋งจิ่วกล่าว “จงใจปิดบัง ข้าคิดว่ามันยุ่งยาก”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “แม้นจะถูกคนรู้ความลับของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่มีผู้ใดสามารถเก็บงำความลับไปได้ตลอด ของปลายแหลมที่อยู่ในกระเป๋า ช้าเร็วก็ต้องแทงกระเป๋าจนทะลุออกมา”
จิ๋งจิ่วกล่าว “เมื่อก่อนข้าเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาก่อน ทุกวันพระอาทิตย์ล้วนแต่ลอยขึ้นไป แต่บนท้องฟ้ามิอาจมีเมฆปกคลุมบดบังไปได้ตลอด หากเจ้ามัวแต่พยายามทำให้คนที่อยู่ด้านล่างมองไม่เห็นแสงสว่างของเจ้า นั่นจะกลายเป็นเรื่องที่ลำบากอย่างยิ่ง หรืออาจเรียกได้ว่าโง่เขลา”
เจ้าล่าเยวี่ยค่อยๆ เหลียวหน้ามามองเขา ก่อนถามอย่างมิแน่ใจ “เจ้าเปรียบตัวเองเป็นพระอาทิตย์?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ก็แค่เปรียบเปรยเท่านั้น”
“ยอดเขาชิงหรงมีศิษย์พี่หลายคนแอบพูดคุยถึงข้า บอกว่าข้าหลงตัวเอง”
เจ้าล่าเยวี่ยนิ่งเงียบไปครู่ จากนั้นกล่าวว่า “ข้าคิดว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเข้าใจความหมายของข้า”
เจ้าล่าเยวี่ยมิกล่าวกระไร
นางรู้ว่าจิ๋งจิ่วคิดอยากจะบอกอะไร
นางเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำ