ูจานกระเบื้อง ท่าทางเหมือนตอนแรกเริ่มมิผิดเพี้ยน
ราวกับเวลาผ่านไปเพียงพริบตา
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูเขา รู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ลึกล้ำมิอาจเข้าใจได้
ที่ว่าลึกล้ำมิอาจเข้าใจได้นั้นมิใช่สภาวะ หากแต่เป็นสิ่งอื่น
การที่สามารถมีความอดทนที่น่ากลัวเช่นนี้ได้ จะต้องมิใช่คนธรรมดาแน่
จิ๋งจิ่วคล้ายกำลังเล่นหมากรุก ดูลังเลมิแน่ใจว่าจะวางหมากอย่างไร
สายตาเจ้าล่าเยวี่ยทอดมองไปบนจานกระเบื้อง มองดูทรายเล็กละเอียดที่กองอยู่ตรงกลางจานเหล่านั้นอยู่เป็นเวลานาน จากนั้นกล่าวว่า “มีความหมาย”
จิ๋งจิ่วเงยหน้าขึ้นมา พลางเหลือบมองนาง กล่าวว่า “มีความหมาย”
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสาวน้อยผู้นี้จะสามารถมองเห็นความหมาย
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ยากเกินไป ข้าไปล่ะ”
เห็นได้ชัด แม้นนางจะรู้สึกมีความหมาย แต่ก็ไม่คิดว่าควรจะเอาเวลาที่มีค่าที่สุดมาใช้กับเรื่องแบบนี้
จิ๋งจิ่วกล่าว “เชิญ”
……
……
ผ่านไปอีกหลายวัน เจ้าล่าเยวี่ยกลับมาใหม่
เมื่อเห็นลำแสงกระบี่สายนั้นตกลงตรงหน้าถ้ำของจิ๋งจิ่ว เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของลำธารยังคงตกตะลึง
“มาแล้ว?”
จิ๋งจิ่วพบว่าผมของนางยังคงสั้น ยุ่งเหยิง มีฝุ่นเกาะเป็นชั้น คล้ายต้นหญ้าในที่รกร้าง
มิรู้ว่าเป็นเพราะภาพที่อยู่ในจิตจำแนกแห่งกระบี่นี้ชัดเจนเกินไปหรือไม่ เขาพลันรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา
เวลานี้ไม่มีหลิ่วสือซุ่ยชงชาให้ น้ำในกาน้ำชาของเขาเป็นน้ำจากบนภูเขาที่วานรไปตักมาให้ทุกวัน
กาน้ำชาอยู่บนโต๊ะหิน