คืนวันที่สอง หลิ่วสือซุ่ยมายังถ้ำของจิ๋งจิ่วอีกครา เขามิได้รั้งอยู่นานนัก เพียงกล่าวไม่กี่ประโยคก็จากไป
ในฐานะที่เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิดที่สำนักชิงซานฝากความหวังไว้ ตอนนี้ความกดดันที่หลิ่วสือซุ่ยต้องแบกรับนั้นหนักอึ้งยิ่งนัก ในบรรดาศิษย์ในสำนักเองก็มีลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมอยู่มากมาย แม้นมิอาจเทียบเขา แต่ก็ฝึกปรือหนักกว่าเขา ยิ่งตอนนี้เขาติดตามกู้หานเพื่อเรียนกระบี่ ต้องพบเจอกับความเข้มงวดที่ผิดมนุษย์มนาของยอดเขาเหลี่ยงว่างเป็นประจำ เขาย่อมมิอาจปล่อยให้ตัวเองผ่อนคลายได้
ในคืนที่สาม หลิ่วสือซุ่ยมาเยือน เขาปูเตียงพับผ้าห่ม เทน้ำชายกน้ำให้จิ๋งจิ่ว
จิ๋งจิ่วสังเกตเห็นขาซ้ายของเขาก้าวเดินมิค่อยสะดวก จากนั้นพบเห็นด้านหลังลำคอของเขามีบาดแผลอยู่แห่งหนึ่ง
“ถูกตีอีกแล้วหรือ?”
หลิ่วสือซุ่ยรีบอธิบาย “มิได้เกี่ยวข้องกับศิษย์พี่กู้ เป็นแผลที่ได้รับมาตอนประลองกระบี่”
จิ๋งจิ่วมิได้กล่าวกระไรอีก
บางทีอาจเป็นเพราะตนเองโกหก หรือบางทีอาจเป็นเพราะพยายามปกป้องกู้หานต่อหน้าจิ๋งจิ่ว หลิ่วสือซุ่ยพลันรู้สึกบรรยากาศกระอักกระอ่วนขึ้นมา
“อย่างนั้นคุณชาย…ข้าไปก่อนล่ะ?”
จิ๋งจิ่วมิได้สนใจเขา
ลมด้านนอกถ้ำพัดขึ้นมา ลำแสงกระบี่ส่องสว่างขึ้นตรงมุมหนึ่งของความมืด ก่อนจะหายลับไปในพริบตา
จิ๋งจิ่วเงยหน้าขึ้น สายตามองไปทางนั้น นิ่งเงียบมิกล่าวกระไร
เขารู้จักวิถีปฏิบัติของยอดเขาเหลี่ยงว่างดี ศิษย์ทุกคนที่ถูก