เพราะใบหน้านั้นงดงามเกินไป หรือเป็นเพราะสีหน้าบนใบหน้านั้นราบเรียบเกินไป จึงดูแตกต่างกับหลิ่วสือซุ่ยอย่างชัดเจน
……
……
ในขณะเดียวจิ๋งจิ่วกำลังเตรียมเอ่ยปากพูด เสียงอันเยือกเย็นเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“เจ้ากำลังทำอะไร?”
จิ๋งจิ่วมองไป ก่อนพบว่าคนที่กล่าวคือลูกศิษย์จากยอดเขาเหลี่ยงว่างนามกู้หานผู้นั้น
หลิ่วสือซุ่ยตะลึงเล็กน้อย ก่อนรีบอธิบาย “อาจารย์กู้ ท่านนี้คือ…”
กู้หานมิได้ปล่อยให้เขากล่าวจนจบ หากแต่กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ในเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ห้ามมิให้เรื่องใดมาทำให้เจ้าเสียสมาธิ”
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดประโยคนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง เขามิได้สนใจเลยว่าจิ๋งจิ่วคือใคร
“เข้ามารับโทษด้วยตัวเอง” กู้หานกล่าว
จิ๋งจิ่วมองเขา
หลิ่วสือซุ่ยรีบโบกมือให้เขา ก่อนจะเดินกลับไปหากู้หาน
คนอ้วนที่รวบผมไปด้านหลังผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังกู้หาน สองมือประคองวัตถุที่ห่อด้วยผ้าชิ้นหนึ่งเอาไว้ เขาใช้นิ้วมือที่อวบอ้วนแต่คล่องแคล่วแกะสายรัดออก ก่อนจะเผยให้เห็นกระบองท่อนหนึ่งที่อยู่ด้านใน
เมื่อเห็นภาพนี้ ภายในกลุ่มคนมีเสียงฮือฮาขึ้นมา สายตาที่มองไปยังหลิ่วสือซุ่ยมีความเห็นอกเห็นใจ แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นความอิจฉา
ลูกศิษย์ที่ก้าวเดินออกมาจากในป่าเหล่านั้น ในสายตาพวกเขาเองก็มีอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
กระบองท่อนนั้น มิใช่กฎกระบี่ของสำนักชิงซาน หากแต่เป็นกฎของยอดเขาเหลี่ยงว่าง
กู้หาน