าย…เจ้าสำนักจะไล่เราออกจากสำนักหรือเปล่า?”
กู้หานมิกล่าวอะไร เขาเพียงแต่จ้องมองดูเงากระบี่ที่อยู่ห่างจากหน้าผาออกไปไกลทุกที
ไม่ว่าหลิ่วสือซุ่ยจะขี่กระบี่ได้น่าหวาดเสียวเพียงใด หรือกระทั่งมีอยู่สองครั้งที่เกือบจะพลัดตกลงไปเบื้องล่าง สีหน้าเขาก็มิได้แสดงถึงความกังวลแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่หรี่ตาเล็กลงเรื่อยๆ
ด้วยสภาวะ อายุและประสบการณ์ของหลิ่วสือซุ่ย การที่เริ่มเรียนขี่กระบี่ในตอนนี้ถือเป็นการฝืนอย่างมาก และการที่ฝืนก็ย่อมหมายถึงความเสี่ยง ดังนั้นเขาจึงมิได้บอกกล่าวศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นในยอดเขาเหลี่ยงว่าง แล้วก็มิได้รายงานผู้เป็นอาจารย์
แต่เขารู้ว่าในตอนที่ตนเองพาหลิ่วสือซุ่ยเดินขึ้นยอดเขากระบี่ เหล่าผู้อาวุโสในยอดเขาทั้งเก้าน่าจะคาดเดาได้แล้ว บนชั้นเมฆในเวลานี้น่าจะมีอาจารย์อาที่อยู่ในสภาวะขั้นคเนจรกำลังจับจ้องอยู่ และพร้อมที่จะลงมือช่วยเหลือทุกเมื่อ
มิรู้ผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดวิถีการเคลื่อนไหวของเงากระบี่สายนั้นก็นิ่งเสียที สามารถมองเห็นร่างกายของหลิ่วสือซุ่ยได้อย่างชัดเจน
ความเร็วของกระบี่เร็วขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งขึ้นไปยังด้านบนยอดเขากระบี่ แหวกทะลุชั้นเมฆ มิรู้ไปยังแห่งหนใด
…………………………………………………………………………….