ต้บ่อน้ำอันมืดมิด
ต้นเสียงนั้นน่าจะอยู่ห่างไกลอย่างยิ่ง ฟังดูเลือนราง แต่ความโกรธแค้นและความคุ้มคลั่งที่แอบซ่อนอยู่ในเสียงนั้นกลับชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
“ต่อให้ไม่มีหนึ่ง อย่างนั้นสองเล่า!”
เสียงตะโกนนั้นซ่อนเร้นไว้ด้วยความคับแค้นใจ ราวกับเสียงร่ำไห้ของภูตผีก็มิปาน ทำเอาผู้ที่ได้ยินรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ฉือเยี่ยนบรรลุขั้นคเนจรมาหลายปี เรียกได้ว่าเป็นเซียนกระบี่ แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนนี้ สีหน้าก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด
อาจเป็นเพราะเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ คนวิกลจริตที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของคุกกระบี่ผู้นี้ยังคงเป็นเจ้าแห่งยอดเขาปี้หูซึ่งมีสถานะสูงส่งยิ่งในสำนักชิงซานกระมัง?
เขากล่าวถามว่า “เราควรทำอย่างไรดี? จะขังศิษย์พี่เหลยเอาไว้เช่นนี้ไปตลอดก็คงมิได้ เขาเอาแต่ตะโกนประโยคนั้น แล้วก็มิรู้ว่าหมายถึงอะไร และจะไปตรวจสอบอย่างไร?”
“เหตุใดจึงขังเอาไว้ตลอดมิได้? ไม่ว่าเขาจะวิปลาสด้วยเหตุใด แล้วก็ไม่ว่าตอนที่เขาลงมือจะเสียสติจริงหรือไม่ แต่เมื่อกล้าเหิมเกริมต่อหน้าเจ้าสำนัก เช่นนั้นก็มีเหตุผลให้ถูกคุมขัง”
หยวนฉีจิงมองดูก้นบ่อ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนโหยหวนนั้น สีหน้าเปลี่ยนเป็นดูแย่ยิ่งนัก
“ไม่มีหนึ่ง สองเล่า!”
“ไม่มีหนึ่ง สองเล่า!”
ฉือเยี่ยนฟังประโยคนี้ไม่เข้าใจ
ทั่วทั้งชิงซานมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจประโยคนี้
เขาฟังเข้าใจ
เขายังรู้ด้วยว่า อาจเป็นเพราะประโยคนี้ เหลยพั่วอวิ๋นถึงได้เสียสติ
แต่ถ