ดซับพลังชีวิตในธรรมชาติโดยมิหยุดหย่อนในช่วงเวลาสองปีมานี้ ถึงแม้จะเป็นจิ๋งจิ่วก็รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่เหมือนกัน
อาจารย์หลี่ว์ไม่เชื่อเรื่องนี้ เขาขยับความคิดเคลื่อนจิตจำแนกแห่งกระบี่ให้ไปปกคลุมร่างกายของจิ๋งจิ่วเอาไว้ และเตรียมพร้อม จะใช้กฎสำนักมาสั่งสอนจิ๋งจิ่วหนักๆ สักครั้งทันทีที่เปิดโปงคำโกหกของเขาได้
ในเวลานี้เขารู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว
……
……
เสียงเพล้งดังขึ้น
แก้วชาตกลงบนพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
น้ำชาหกเต็มพื้น ไอน้ำร้อนลอยฟุ้งขึ้นมาไม่หยุด คล้ายควันสีขาวที่ลอยขึ้นมาจากศีรษะของเหล่าศิษย์ที่กำลังฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งอยู่ในป่า
อาจารย์หลี่ว์มองจิ๋งจิ่ว ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกตกตะลึงและเหลือเชื่อ
ภายในหอกระบี่เงียบงัน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
อาจารย์หลี่ว์รู้สึกสับสน จากนั้นกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อยว่า “ข้าไม่ได้ดูผิดใช่ไหม?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ท่านไม่ได้ดูผิด”
ทั้งคู่นิ่งเงียบเป็นเวลาครู่ใหญ่
น้ำชาบนพื้นค่อยๆ เย็นลง ไม่ได้มีควันขาวลอยออกมาอีก
ในที่สุดอาจารย์หลี่ว์ก็ใจเย็นลง แต่สายตาที่มองดูจิ๋งจิ่วยังคงคล้ายเหมือนกำลังมองดูเทพเซียน ในคำพูดมีความรู้สึกขอโทษและเสียใจแฝงเอาไว้อย่างชัดเจน “ที่แท้…ข้าดูผิดไปเอง”
จิ๋งจิ่วตบไหล่ของเขา กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดของท่าน”
……
……
ลำแสงกระบี่สายหนึ่งส่องสว่างไปทั่วทั้งที่ราบริมผา สายลมฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
อาจารย์เซีย