จิ๋งจิ่วพลันงุนงง กล่าวถามว่า “อะไรนะ?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวอย่างหวาดกลัว “หากท่านเป็นสายลับของสำนักอื่น เช่นนั้นท่านก็รีบไปเสียเถอะ ข้ามิบอกผู้อื่น”
เวลานี้จิ๋งจิ่วถึงได้เข้าใจความหมายของเขา จึงยิ้มพลางส่ายหัว จากนั้นวางเม็ดทรายที่คีบอยู่ในนิ้วมือลง
เมื่อหนึ่งปีก่อนเขาเคยถามหลิ่วสือซุ่ยว่าเหตุใดจึงยังอยู่ข้างกายเขา
หลิ่วสือซุ่ยไม่ยอมตอบ คล้ายจะฟังมิเข้าใจ ทว่าจิ๋งจิ่วรู้ว่าเขาฟังคำถามของตนเข้าใจ
เวลานั้นหลิ่วสือซุ่ยได้เกิดความคลางแคลงสงสัยในตัวเขาแล้ว ถึงขนาดจงใจจัดฉากตอบคำถามครั้งนั้นขึ้นมา เนื่องเพราะอยากให้เขาทำความดีความชอบให้แก่สำนักบ้าง เพื่อเป็นผลดีแก่ตัวเขาในอนาคต จริงอยู่ที่ความคิดและการวางแผนเช่นนี้มันช่างเด็กน้อยแลไร้เดียงสา แต่สำหรับเด็กชายคนหนึ่งแล้ว ยังหวังจะให้เขาทำอะไรได้มากกว่านี้อีก?
หลังจากวันนั้น หลิ่วสือซุ่ยก็มิเคยพูดถึงเรื่องทำนองนั้นอีก จนกระทั่งวันนี้ ในที่สุดเขาก็ถามออกมา
เนื่องเพราะเขากำลังจะเข้าเป็นศิษย์ในสำนัก กลายเป็นศิษย์สำนักชิงซานที่แท้จริง มิได้เป็นแค่เพียงเด็กรับใช้ของจิ๋งจิ่วอีก
จิ๋งจิ่วมิได้ผิดหวัง ยิ่งมิได้รู้สึกโกรธเคือง หากแต่รู้สึกน่ารัก
นี่มิใช่การทรยศหักหลัง เพียงแค่เติบโตขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงยิ้มออกมา
เขายิ้มได้งดงามนัก ราวกับก้อนน้ำแข็งที่ไม่ละลายมาเป็นเวลาหมื่นปีในที่สุดก็ถูกแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิหลอมละลาย จากนั้นมีดอกบัวที่สวยสดงดงา