ห้หลิ่วสือซุ่ยเป็นคนมาขอร้อง
แล้วก็ไม่เคยมีใครเห็นเขาฝึกฝนร่างกายทำการบำเพ็ญเพียรเลย
คนเยี่ยงนี้ แม้นความรู้จะลึกซึ้งปานใด สติปัญญาจะดีเลิศแค่ไหน สุดท้ายก็ไร้ความหมาย
……
……
เมื่อเดินเข้าไปในที่พัก รอยยิ้มมั่นใจของหลิ่วสือซุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห้งๆ จนปัญญา
ในเวลาหนึ่งปีมานี้เขาเคยเตือนจิ๋งจิ่วไปแล้วหลายครั้ง แต่จิ๋งจิ่วก็มิได้รับฟัง ทุกวันยังคงนอนเหม่อลอยอาบแสงแดดอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่
เพียงแต่มิรู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ข้างเก้าอี้ไม้ไผ่มีจานกระเบื้องใบหนึ่งมาตั้งอยู่ ภายในจานกระเบื้องมีทรายสะอาดอยู่จำนวนหนึ่ง
หลิ่วสือซุ่ยเคยสังเกตดูอย่างตั้งใจ พบว่าทรายภายในจานมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้กินพื้นที่หนึ่งในสามของจานไปแล้ว
มิรู้ว่าจานกระเบื้องแลทรายเหล่านี้ใช้ทำอะไร จิ๋งจิ่วมิเคยอธิบาย แต่เห็นได้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเจ้าสิ่งนี้อย่างยิ่ง กระทั่งหลิ่วสือซุ่ยก็มิให้จับต้อง
“คุณชาย เมื่อคืนข้าไปพูดกับอาจารย์หลี่ว์แล้ว…ว่าข้าเตรียมจะเข้าร่วมการทดสอบเป็นศิษย์ในสำนัก”
หลิ่วสือซุ่ยมองดูจิ๋งจิ่ว พลางกล่าวอย่างประหม่าว่า “ข้ารู้สึกจริงๆ ว่าข้าสามารถทำได้ ข้าถึงไปพูด”
จิ๋งจิ่วเหลือบมองดูเขา กล่าวว่า “ผ่านมาปีกว่าแล้ว หากเจ้ายังทำไม่ได้ นั่นสิถึงจะมีปัญหา”
หลิ่วสือซุ่ยพลันได้สติขึ้นมา เมื่อครั้งที่อยู่ในหมู่บ้านคุณชายก็เคยสอนวิธีการหายใจให้กับตน เท่ากับว่าตนได้เริ่มฝึกบำเพ็ญเพียรตั้งแต่ก่อนท