คำพูดนี้เข้าใจยากนัก เพราะไม่มีความสัมพันธ์ทางเหตุและผลใดๆ ไม่มีการเริ่มต้นและลงท้าย
มิรู้ว่าหลิ่วสือซุ่ยฟังเข้าใจหรือไม่ แต่อย่างไรเสีย เขาก็มิได้ตอบคำถามจิ๋งจิ่ว
เขาก้มหน้า กัดริมฝีปาก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเอ่ยปากพูดออกมา ดูคล้ายเด็กดื้อที่กระทำผิดแล้วไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด ปัญหาอยู่ที่ว่า ยิ่งทำเช่นนี้พ่อแม่ก็ยิ่งรู้ว่าลูกต้องไปทำผิดมาอย่างแน่นอน
ก็คล้ายกับตอนนี้ มิว่าใครต่างก็รู้ว่าเขาฟังเข้าใจในสิ่งที่จิ๋งจิ่วว่ามาอย่างแน่นอน
จิ๋งจิ่วมิได้ถามเขาอีก
หลังตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่สอง สือซุ่ยตักน้ำมาให้เขาล้างหน้า จากนั้นหวีผมให้เขา
หวีไม้ลื่นไหลไปตามผมสีดำขลับ
สือซุ่ยคล้ายจะกล่าวอะไรแต่ก็หยุดไว้ หลังลังเลอยู่ครู่จึงรวบรวมความกล้าขึ้นมา กล่าวว่า “คุณชาย พวกศิษย์พี่เองก็มีคำถามอีกหลายคำถามอยากขอคำชี้แนะจากท่านเช่นเดียวกัน”
จิ๋งจิ่วเหลียวหน้ากลับมามองดูเขา
สือซุ่ยก้มหน้ากล่าวว่า “เมื่อวานพวกเรากำลังคุยกันถึงปัญหาบางอย่าง ตกเย็นท่านช่วยชี้แนะข้า กลับไปข้าก็เลยบอกพวกเขา พวกเขายังมีคำถามบางอย่างที่ไม่เข้าใจ บางอันข้าตอบได้ บางอันข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ก็เลย…”
จิ๋งจิ่วมิแปลกใจ เดิมสือซุ่ยก็เป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยนอยู่แล้ว ในเมื่อเมื่อคืนวานเขามิได้ห้ามเขามิให้เอาเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เรื่องนี้ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
กฎของสำนักชิงซานเป็นเช่นนี้ เหล่าศิษย์นอกสำนักยากที่จะได้รับคำชี้แน