ปรียบอะไรแน่ จึงได้แต่ส่งเสียงหัวเราะหึๆ พลางหมุนตัวเดินออกจากหอกระบี่ไป
จิ๋งจิ่วมิได้สนใจคำพูดของเซวียหย่งเกอ แล้วก็มิได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในสายตาของหลิ่วสือซุ่ยด้วย เมื่อเห็นลูกศิษย์เหล่านั้นยังเหม่อลอย เขาจึงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “คำถาม?”
เหล่าลูกศิษย์จึ่งได้สติขึ้นมา
ถ้าไม่เป็นเพราะเมื่อวานได้ยินหลิ่วสือซุ่ยยอมรับด้วยตัวเองว่าคำถามเหล่านั้นล้วนแต่เป็นจิ๋งจิ่วช่วยอธิบายให้ฟัง พวกเขาย่อมไม่มีทางขอคำชี้แนะจากจิ๋งจิ่วเป็นแน่ แต่พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้ที่มีใจมุ่งบำเพ็ญเพียร ขอเพียงตัดสินใจไปแล้วก็จะไม่ลังเลอีก พวกเขาจึงหยิบเอาแผ่นกระดาษที่เตรียมไว้ล่วงหน้ายื่นให้จิ๋งจิ่ว ท่าทีดูมีมารยาทยิ่งนัก
จิ๋งจิ่วรับแผ่นกระดาษเหล่านั้นมา สายตากวาดมองอย่างรวดเร็ว จากนั้นเงยหน้าขึ้นมามองทุกคน ถามว่า “เหล่านี้ล้วนไม่เข้าใจ?”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ เสียงมิได้เน้นหนักไปที่คำว่า ‘ล้วน’ มิได้มีนัยยะของการเยาะเย้ยเสียดสีแม้แต่น้อย
คำว่าล้วนที่เขาพูดมา มีความหมายว่าทั้งหมด มิใช่การคาดไม่ถึง
แต่เมื่อน้ำเสียงที่ราบเรียบเช่นนี้และความฉงนสนเท่ห์ในดวงตาของเขารวมเข้าด้วยกัน มันกลับให้ความรู้สึกที่ยากอธิบายหลายอย่าง
คล้ายว่าสำหรับเขาแล้ว การที่คนเราติดอยู่กับคำถามที่อยู่บนกระดาษเหล่านั้น มันคือสิ่งที่ยากจะเข้าใจได้เสียจริง
พูดอีกอย่างคือ เขายากจะจินตนาการได้ว่าบนโลกจะมีคนที่โง่เขลาเช่นนี้อยู่ หรือพูดอีกอย่างค