ในหมอก หากมองอย่างละเอียด จะสามารถมองเห็นว่ากระท่อมแต่ละหลังล้วนแต่มีกำแพงกั้นไว้อยู่
เมื่อมาถึงพื้นที่ราบริมหน้าผา ทางแยกค่อยๆ เยอะขึ้น หลิ่วสือซุ่ยมิรู้ว่าควรเดินอย่างไรต่อ จึงมองไปทางจิ๋งจิ่ว
ด้านหลังหน้าผามีเสียงน้ำฟังเสนาะหู น่าจะเป็นน้ำพุที่ผุดจากใต้ดินตามธรรมชาติ แล้วก็มีเสียงดนตรีค่อยๆ ดังขึ้นมาคลอเคลียไปกับเสียงน้ำ ฟังดูยิ่งเลื่อนลอย
จิ๋งจิ่วสืบเท้าเดินไปทางนั้น หลิ่วสือซุ่ยเดินตามหลังไปติดๆ
ทั้งสองคนเดินตามเสียงจนทะลุผ่านป่าออกมา ก่อนจะมองเห็นสิ่งก่อสร้างหลังหนึ่งลางๆ อยู่ในม่านหมอก
แสงอาทิตย์พลันสาดลงมา พัดพาม่านหมอกให้สลายหายไป โฉมหน้าที่แท้จริงของสิ่งก่อสร้างปรากฏออกมา มันเป็นอาคารหลังใหญ่ชายคาสีดำกำแพงสีเทา ดูแล้วให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกอยู่ไม่น้อย
ที่นี่คือหอกระบี่ของศาลาหนานซงแห่งสำนักชิงซาน ลูกศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่จะต้องมาใช้ชีวิตและร่ำเรียนอยู่ที่นี่
เด็กหญิงชายจำนวนหลายสิบคนยืนอยู่บนลานตรงด้านหน้าหอกระบี่ ทุกคนล้วนแต่สวมชุดสีเขียวแบบเดียวกัน
อาจารย์หลี่ว์ยืนอยู่บนบันไดหิน กล่าวว่า “รอพวกเจ้าสองคนอยู่นั่นแหละ รีบมาเข้าแถว”
หลิ่วสือซุ่ยตกใจยิ่งนัก เขาหันไปถามจิ๋งจิ่วว่า “คุณชาย อาจารย์เซียนมาได้อย่างไร? ระหว่างทางข้าไม่เห็นเขานำหน้าพวกเราไปเลย”
เมื่อผ่านเข้าประตูขึ้นเขามา ก็มิต้องกังวลว่าจะเปิดเผยร่องรอยแล้วถูกสำนักอื่นมาแย่งตัวลูกศิษย์ไป อาจารย์หลี่ว์เพียงข