กล้าข้าวสีเขียวงอกยาวถึงเอว ระยะห่างของแต่ละต้นล้วนแต่เท่ากัน เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน กล้าข้าวก็ล้วนแต่เป็นเส้นตรงดิ่ง กระทั่งเงาที่สะท้อนบนผิวน้ำก็เท่ากันมิผิดเพี้ยน
แม้แต่ชาวนาที่ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บ้านยังมิอาจทำเช่นนี้ได้
เมื่อเห็นภาพนี้ ปากของหลิ่วสือซุ่ยพลันหุบไม่ลงเป็นเวลานาน
ลมโชยพัดแผ่วเบา กล้าข้าวสีเขียวพลิ้วไหว ดูงดงามยิ่งนัก
บุรุษหนุ่มชุดขาวยืนอยู่บนคันดินพลางพยักหน้าเล็กน้อย ดูค่อนข้างพอใจในฝีมือของตน จากนั้นหมุนตัวเดินไปข้างหลัง ก่อนจะเอนกายนอนไปบนเก้าอี้ไม้ไผ่พร้อมหลับตา
หลิ่วสือซุ่ยมองดูแสงแดด กล่าวว่า “คุณชาย หลังจากนี้จะไปผ่าฟืนหรือไม่”
เนื่องเพราะบุรุษหนุ่มชุดขาวมิยอมรับว่าตนคืออาจารย์เซียน เหล่าชาวบ้านจึงปรึกษาหารือกัน ก่อนจะตัดสินใจเรียกอีกฝ่ายว่าคุณชาย
“พอเท่านี้แหละ” บุรุษหนุ่มชุดขาวกล่าวพลางหลับตา
หลิ่วสือซุ่ยมิเข้าใจความหมายของเขา กล่าวถามว่า “หรือจะหุงข้าวก่อน?”
บุรุษหนุ่มชุดขาวมิสนใจเขา
เวลานี้หลิ่วสือซุ่ยถึงได้เข้าใจความหมายของเขา ทว่ากลับมิเข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงได้เปลี่ยนแปลงความคิดรวดเร็วถึงเพียงนี้
“ข้าเพียงอยากเรียน มิได้ชื่นชอบ”
บุรุษหนุ่มชุดขาวกล่าว “แม้นการแปรเปลี่ยนเป็นปุถุชนจะมีเหตุผล แต่มันก็หาได้เหมาะกับข้าไม่”
หลิ่วสือซุ่ยฟังมิเข้าใจ เพียงแต่ถามกลับไปว่า “เพราะเหตุใด?”
บุรุษหนุ่มชุดขาวกล่าว “เพราะข้าเกียจคร้าน