ยังจะทำอันใดได้อีก?”
หลิ่วสือซุ่ยครุ่นคิดถึงเรื่องๆ หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างกังวลใจว่า “แต่คำและประโยคที่วิจิตรไพเราะในบทความเดิม อีกทั้งเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้นล้วนแต่จำไม่ได้แล้ว เช่นนี้จะทำอย่างไร?”
“จำไม่ได้ย่อมไม่สำคัญ คำพูดแลเรื่องราวเหล่านั้นจะเทียบความยอดเยี่ยมที่แท้จริงได้อย่างไร?”
จิ๋งจิ่วมองไปทางหมู่ยอดเขาที่อยู่ในม่านหมอกยามค่ำคืน กล่าวว่า “เขียนขึ้นมาใหม่อีกครั้งย่อมต้องเป็นบทความงดงามที่ดีกว่าเดิมแน่นอน”
หลิ่วสือซุ่ยครุ่นคิด ไม่รู้ว่านี่มันมีเหตุผลหรือไม่ ครั้นเมื่อคิดถึงคำพูดก่อนหน้า เขาจึงถามอย่างสงสัยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านคาดการณ์ออกมาเป็นอย่างไร? หลังจากนี้สามปีน้ำฝนเป็นอย่างไรบ้าง?”
สายตาจิ๋งจิ่วมองไปในป่าที่อยู่ไม่ไกล กล่าวว่า “ข้าแค่คำนวณออกมาได้ว่าถึงเวลาแล้ว”
คืนนี้เอง
สายลมยามค่ำคืนพัดแผ่วเบาขึ้นมา ชุดสีขาวพลิ้วไหว นักพรตวัยกลางคนที่ดูคล้ายบำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนานจนหลุดพ้นจากเรื่องทางโลกผู้หนึ่งลอยลงมายืนบนพื้น ด้านหลังสะพายกระบี่เล่มยาวเอาไว้เล่มหนึ่ง
หลิ่วสือซุ่ยตกใจ เขารีบไปหลบอยู่ด้านหลังเก้าอี้ไม้ไผ่
สายตานักพรตวัยกลางคนผู้นั้นมองมายังจิ๋งจิ่ว คิ้วขยับเล็กน้อย คล้ายรู้สึกแปลกใจ
……………………………………………..
[1] จิ๋งจิ่ว (井九) โดย 井 แปลว่าบ่อน้ำ ในที่นี้มาจากสำนวนที่ว่า น้ำในบ่อไม่ข้องเกี่ยวกับน้ำในธาร ส่วน 九 แปลว่าเก้า ในที่นี้มาจากสำนวน เรื่องราวที่ไม่คาดหวังม