้าน จึงฝืนสะกดอารมณ์เอาไว้
ผู้อาวุโสกล่าวสั่งสอนว่า “อาจารย์เซียนประทานนามให้ นั่นถือเป็นบุญวาสนายิ่ง คนธรรมดายากที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้ ห้ามพูดอะไรส่งเดช”
หลิ่วสือซุ่ยพลันนึกถึงคำพูดสองสามประโยคสุดท้ายที่พูดในบ้าน จึงรีบกล่าวว่า “แต่เขาบอกตัวเองมิใช่อาจารย์เซียน”
เหล่าชาวบ้านมิค่อยเข้าใจ ในใจครุ่นคิดว่า หากท่านผู้นั้นมิใช่อาจารย์เซียนแล้วยังจะเป็นผู้ใด?
“ข้าว่าเขาดูคล้ายคนโง่”
หลิ่วสือซุ่ยพูดอย่างใสซื่อ “เขายังให้ข้าสอนเขาด้วยนะ”
ผู้อาวุโสถามอย่างลังเล “อาจารย์…เซียนให้เจ้าสอนกระไร?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าว “ปูเตียงพับผ้าห่ม ซักผ้าทำอาหาร ผ่าฟืนปลูกข้าว อืม เพียงเท่านี้แหละ ข้าจดจำได้ทุกคำพูด”
เหล่าชาวบ้านตกตะลึง ในใจครุ่นคิดว่ากระทั่งเรื่องเหล่านี้ยังทำไม่เป็น หรือคนในบ้านผู้นั้นจะมิใช่อาจารย์เซียน หากแต่เป็นคนโง่จริงๆ?
ทว่าผู้อาวุโสกลับหัวร่อขึ้นมา พลางกล่าว “ในเขาชิงซาน อาจารย์เซียนมีเด็กรับใช้คอยดูแล ดื่มน้ำค้าง กินผลไม้เซียน ท่านทำเรื่องเหล่านี้เป็นที่ไหนกันเล่า”
……
……
หลายวันหลังจากนั้น อาจารย์เซียนที่พักอยู่บ้านตระกูลหลิ่วผู้นั้นกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ให้ความสนใจและกล่าวถึง
เหล่าชาวบ้านยอมรับในคำพูดของผู้อาวุโสไปโดยปริยาย พวกเขาเชื่อมั่นในตัวอาจารย์เซียนโดยมิสงสัย
แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ เหตุใดอาจารย์เซียนมิกลับชิงซาน กลับรั้งอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ในภ