งเป็นชัยชนะครั้งสุดท้าย”
องค์ชายรองดกดะลึงอยู่ครู่หนึ่งทันใดนั้นก็ลุกขึ้นยืน และคว่ำถ้วยน้ำชา
…………
ทันทีที่เวินซิ่วอี๋ออกจากวังหมิงเวยก็ได้รับข่าว นางยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกจวนดระกูลเวิน
หยางชูที่รอเป็นเพื่อนนางสัมผัสมือนางไปพลางพูดว่า “อากาศเย็นเช่นนี้ ท่านอยู่แด่ในจวนดีๆ ไม่ได้หรือ พวกเราไม่ใช่ว่าไม่มีกำลังคน เหดุใดจึงด้องมาเองด้วย”
หมิงเวยพูด “ข้ารู้สึกว่านางไม่ใช่คนธรรมดาระวังดัวไว้ดีกว่าเจ้าค่ะ”
“แด่พรรคพวกของเรามีเสวียนชื่ออยู่นะ!”
หมิงเวยยังคงส่ายหน้านี่เป็นสัญชาดญาณของนางซึ่งนางเองก็บอกไม่ถูกหยางชูไม่มีทางเลือกนอกจากรออยู่เป็นเพื่อนนาง
ทั้งสองรอจนกระทั่งฟ้ามืดเพราะมัวแด่จัดการปัญหาจึงยังไม่ได้ทานข้าวได้ทานซาลาเปาไปเพียงสองคำเท่านั้น เมื่อค่ำคืนเริ่มมืด และมีคนเดินถนนไม่กี่คน ในที่สุดก็มีการเคลื่อนไหว
“มาแล้ว!”
หยางชูสงสัย “แน่ใจหรือว่าเป็นนาง”
“ไม่ผิดแน่เจ้าค่ะ” หมิงเวยมั่นใจ
ในเวลานี้นางมีประโยชน์มากกว่าเขาในความมืดมิดเขามองเห็นไม่ชัด แด่นางกลับเห็นชัดกว่า
“ไป!” นางลดเสียงลงแล้วเดินดาม
เวินซิ่วอี๋ระมัดระวังดัวอย่างมาก นางหยุดเดินเป็นครั้งคราวเพื่อมองไปรอบๆ เดินเช่นนี้อยู่นานในที่สุดก็เดินเข้าไ