มตีลูกศรดอกสุดท้ายจนต้องหยุดปรับตัวสักครู่
ในระยะใกล้เช่นนี้นางได้เห็นซูถูใต้แสงจันทร์แล้ว
พอกำลังจะโผเข้าไปหาหนิงซิวก็รีบเข้าไปรั้งนางไว้ “อย่าไป! อีกฝ่ายมีหน้าไม้อยู่ในมือมันอันตรายมาก”
หมิงเวยขมวดคิ้วอย่างไม่เต็มใจนัก แต่รู้ดีว่าหนิงซิวพูดถูก
ในระยะนี้ลูกศรหน้าไม้นั้นทรงพลังอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้นมันเป็นหน้าไม้หนักที่สามารถส่งลูกธนูได้หลายสิบดอกพร้อมกันซึ่งนางอาจไม่สามารถหลบมันทั้งหมดได้
ซูถูเห็นนางหยุดซึ่งเขาก็ไม่ได้ยิงลูกศรต่ออีก เพราะเขารู้ว่าถ้าหมิงเวยไม่เข้าใกล้มามากกว่านี้จะยิงนางในระยะนี้นั้นทำได้ยาก ต่างฝ่ายต่างรู้ดีจึงมองกันไกลๆ เช่นนี้
ซูถูยืนตัวตรงแล้วมองด้วยรอยยิ้มจากนั้นพูดเสียงดัง “แม่นางหมิงคำเชื้อเชิญครั้งก่อนของข้ายังใช้ได้อยู่ ท่านอยากจะเปลี่ยนใจหรือไม่”
หมิงเวยมองเขาอย่างเย็นชา “ขอโทษด้วย ข้าไม่สนใจนอนกับท่านเจ้าค่ะ”
ซูถูไม่โกรธและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านไม่อยากเป็นหวางเฟยไม่เป็นไร พวกเราหูเหรินไม่ได้เคร่งกฎอะไรเช่นนั้น ท่านอยากรับตำแหน่งอะไรก็ย่อมได้”
“ต้องขออภัยด้วย แต่ข้าไม่ได้อยากว่าราชการโดยที่มีกลิ่นสาบแกะติดตัว” หมิงเวยตอบกลับอย่างรวดเร็ว
ซูถูทำท่าทีเสียดาย “ท่านเป็นเช่นนี้ข้าคงปฏิบัติด้วยท่าทีเมตตาไม่ได้!”
หมิงเวยพูดอย่างเฉยเมย “ผู้ใดต้องปฏิบัติด้วยท่าทีเมตตาต่อผู้ใดกันแน่!”
ซูถูยิ้มและพยักหน้า “ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเราถูกลิขิตให้ไม่ใช่สหายร่วมทางกัน คราวห