ันดีหรือไม่”
ซูถูนั่งบนหลังม้าเขามองต่ำลงมาจนครู่หนึ่งโหวเหลียงคิดว่าเขาจะดึงดาบออกมาและตัดหัวของตน แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไร
น่าซูตะโกนขึ้น “แม่นางหมิง เจ้ากับตัวฝูกลับไปกับพวกเราเถิด หากเจ้ารับปากข้าจะขอร้องกับพี่เจ็ดให้ไว้ชีวิตพวกเจ้า”
โหวเหลียงดึงเชือกว่าวพลางคิดอย่างเหม่อลอย อืม…พวกเขาต้องการตัวพวกนาง ไม่ได้รวมตนด้วย!
หากเป็นเช่นนั้นแล้วเขาสามารถหนีไปได้หรือไม่ ตื่นเต้นไปได้ไม่ทันไร โหวเหลียงก็รู้สึกว่าตนเองคิดมากเกินไป ด้วยนิสัยของหูเหรินคิดว่าตนไม่สำคัญคงฆ่าตัดตอนตรงๆ แทนที่จะปล่อยกลับไป…
“องค์ชายน่าซูไม่เจอกันตั้งหลายวัน รูปงามขึ้นเยอะเลย!” หมิงเวยไม่ตอบคำถามของเขา แต่ทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
“จริงหรือ” น่าซูหัวเราะเบาๆ แล้วแตะใบหน้าของตน “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น!”
ซูถูขี้เกียจสนใจน้องชายผู้โง่เขลาของตนแล้วก้าวไปข้างหน้า
“ท่านได้รับบาดเจ็บ สาวใช้ของท่านก็ได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้ยังมีเล่ห์เหลี่ยมหรือกับดักอะไรอีกหรือไม่”
หมิงเวยส่ายหัวอย่างตรงไปตรงมา “พวกท่านมีจำนวนมากพวกเราไม่สามารถวางกับดักได้มากพอหรอก”
ซูถูพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีท่านเลือกมาว่าจะฆ่าตัวตายหรือให้ข้ายิงท่านให้ตายดี”
หมิงเวยยิ้ม “ถึงแม้จะสร้างกับดักไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางอื่นแล้ว”
ซูถูหรี่ตาลง เขาฟังหมิงเวยพูดต่อว่า “ตอนนี้เป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงมีกิ่งไม้ที่ตายแล้วทุกหนทุกแห่ง อากาศแจ่มใส แม้แต่ลมก็ยังพัดพอดีหากข้าจ