ุดไฟ…”
มือของซูถูกระชับสายบังเหียนแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว หมิงเวยหัวเราะออกมา แต่ไม่นานนางก็ต้องกดหน้าอกแล้วไอออกมา
“วางใจเถอะ นี่เป็นแผนเดิมของข้าก่อนหน้านี้ข้าสังเกตทิศทางลม ลมพัดไปทางท่านพอดีทำให้ความเป็นไปได้สูง แต่ข้าก็เปลี่ยนใจ”
“เพราะเหตุใดกัน”
“เพราะราคาที่จ่ายมันสูงเกินไป” หมิงเวยหันไปมองทางใต้ ภูเขาป่าไม้ที่กว้างใหญ่ที่มองไม่เห็นสุดทาง “เมื่อไฟถูกจุดแล้วไม่รู้ว่าไฟจะไหม้อีกนานเพียงใด สัตว์ร้ายที่เตรียมตัวในฤดูหนาว ผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขายังมีคนเลี้ยงสัตว์ที่เร่ร่อนอยู่แถวนี้ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีคนตายไปมากน้อยเพียงใด”
ซูถูพูดเสียงเย็นชา “ที่เขาเทียนเสินคำพูดไม่กี่คำของท่านทำให้พวกเราหลายหมื่นคนต้องตายอย่างน่าสลดใจ มาพูดอะไรเช่นนี้ในตอนนี้ไม่คิดว่าน่าขันไปหน่อยหรือ”
หมิงเวยตอบอย่างจริงจังว่า “ไม่น่าขันเลย บางครั้งชีวิตนับหมื่นตายไปข้าไม่แม้แต่กะพริบตา แต่บางครั้งแม้แต่ชีวิตเดียวก็มีค่าควรแก่การหวงแหน”
ซูถูตกใจคำเหล่านี้ที่เข้ามาในหูของเขานั้นมีความหมายอื่นแอบแฝง การเป็นราชา ประชาชนเสมือนหมากรุก หลายหมื่นชีวิตไม่มีค่าอะไรเลย แต่การจะปกครองใต้หล้าแค่ประชาชนคนหนึ่งก็ถือว่ามีค่ามากแล้ว
แต่เขากำลังจะเป็นจ้าวแห่งทุ่งหญ้า และในอนาคตอาจมีประชาชนมากกว่านี้ เขาควรคิดจากมุมมองนี้ สตรีผู้นี้มีสิทธิ์อะไรนางไม่ใช่ฮ่องเต้ไม่มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์แม้แต่นิดเดียวเหตุใดนางถึงมีมุมมองเช่นนี้ได้