กองคาราวานเดินทางเข้าสู่ทุ่งหญ้าซึ่งใช้เวลาสองเดือนเต็มในที่สุดก็เห็นเขาเทียนเสินซึ่งสูงเฉียดฟ้า น่าซูที่ซนเหมือนลิงรีบลงจากหลังม้าเขาวางมือทาบกับหน้าอกด้วยความเคารพจากนั้นก็โค้งกายด้วยความศรัทธา
หลังไหว้เสร็จแล้วเขาก็กระโดดขึ้นและยิ้มอย่างสดใส “ดูทางนั้นสินั่นคือเมืองหยุนไฉ ข้าจะพาพวกเจ้าไปส่งที่นั่นแล้วจะไปขอร้องเค่อหานให้ พวกเจ้าต้องสัญญากับข้าว่าจะไม่เดินไปไหนมาไหนโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เช่นนั้นข้าคงถูกลงโทษไปกับพวกเจ้าด้วย”
โหวเหลียงที่เข้าขากับเขาได้เป็นอย่างดียิ้มรับทันทีว่า “คุณชายน่าซูโปรดวางใจได้ ความปรารถนาดีของท่านพวกเราเข้าใจดี” กองคาราวานเข้าสู่เมืองหยุนไฉตามการนำของน่าซู
ที่นี่เป็นเมืองที่ค่อนข้างเก่าหมิงเวยเคยอ่านบันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์ ชาวหูเหรินเคยรุ่งเรืองครั้งหนึ่งเมื่อร้อยปีก่อน เจ้าเมืองหูผู้ยิ่งใหญ่ได้ก่อตั้งดินแดนแห่งอำนาจนี้ขึ้น หยุนไฉเป็นเมืองหลวงในสมัยนั้น
น่าเสียดายที่การรวมชาติของชาวหูเหรินไม่สามารถอยู่ได้นาน หลังจากการสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้ชางหวางผู้เปรียบเสมือนร่างจุติของเหล่าทวยเทพ ชาวหูเหรินได้แยกออกเป็นแปดส่วนอย่างรวดเร็วบางครั้งดูสามัคคีกันบางครั้งก็ต่อสู้กันไม่รู้จบ มีเพียงเมืองหยุนไฉเท่านั้นที่ชาวหูเหรินทั้งแปดทิศไม่สามารถชักกระบี่ใส่คนในเผ่าได้
กองคาราวานของพวกเขาดึงดูดสายตาแปลกๆ จากคนหูเหริน
ตั้งแต่เกิดสงครามบนทุ่งหญ้าก็ไม่มีกองคาราวานเดินท