เมื่อหาที่พักแรมได้แล้วหมิงเวยก็นั่งบนโขดหิน และกวักมือเรียกเด็กหนุ่ม
“มา พวกเรามาคิดบัญชีกัน”
เด็กหนุ่มต่างเผ่านามน่าซูตกตะลึง “คิดบัญชี คิดบัญชีอะไรหรือ”
“รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ใด” หมิงเวยชี้ไปที่ตัวเอง
น่าซูส่ายหัว “ข้าเป็นเสวียนชื่อที่ถูกจ้างโดยกองคาราวานที่จะเดินทางไปเร่ขายที่หูตี้ เจ้ารู้จักเสวียนชื่อหรือไม่” น่าซูยังคงส่ายหัว
หมิงเวยคิด “เหมือนกับอาจี้ของพวกเจ้าที่สามารถใช้คาถาปราบปรามสิ่งชั่วร้ายได้”
อาจี้เป็นคำเรียกทั่วไปของชาวหูเหรินที่เรียกภิกษุสงฆ์
น่าซูเข้าใจได้ทันที “ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้วยังรู้ว่าต้องตามการชี้นำทางเพื่อมาช่วยข้าต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆ เจ้าเป็นคนดีมาก!”
หมิงเวยยิ้ม “อย่าคิดว่าชื่นชมข้าแล้วจะไม่ต้องตอบแทน”
“หืม…” น่าซูกะพริบตา
หมิงเวยพูดช้าๆ “กองคาราวานจ้างข้าแน่นอนว่ามีค่าจ้างตอบแทน แต่ข้าถอนตัวออกจากขบวนเพื่อช่วยเจ้าไม่มีค่าตอบแทนคงไม่ได้ไม่เช่นนั้นคงไม่ยุติธรรมกับนายจ้างของข้า”
น่าซูเข้าใจดี แต่จากทัศนคติของตนทำให้เขามองนางด้วยความสงสัย “เป็นเช่นนั้นหรือ ข้าได้ยินว่าจอมยุทธ์จากจงหยวนล้วนมีความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือผู้อื่น”
“แม้แต่คำว่าการช่วยเหลือผู้อื่นเจ้าก็รู้จักด้วยหรือ”
“แน่นอน!” น่าซูตบหน้าอกอย่างภูมิใจ “ภาษาจงหยวนของข้าดีมาก! แล้วยังเคยอ่านหนังสือนิทานของพวกเจ้าด้วย!”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รู้แค่ผิวเผิน” หมิงเวยสอนอย่า