เราหาที่ปลอดภัยแล้วตั้งกระโจมเถอะ”
“แม่นางหมิง…” โหวเหลียงอยากพูดอีก แต่เมื่อเห็นสายตาของหมิงเวยดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจอะไรบางอย่างจึงรับคำอย่างเชื่อฟัง
เมืองแห่งนี้มีปัญหาอะไรหรือ โหวเหลียงไม่กล้าถามขนาดเสวียนชื่อผู้เก่งกาจอย่างหมิงเวยไม่คิดจะย่างเท้าเข้าไปจะต้องมีปัญหาใหญ่แน่ๆ
ดังนั้นกองคาราวานจึงตั้งค่ายพักอยู่นอกเมือง
คืนนี้หมิงเวยนอนหลับด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษในความมืดดูเหมือนสายตาหลายคู่กำลังจ้องมองมาที่พวกเขา โชคดีที่จนกระทั่งแสงสว่างในยามเช้าตรู่โผล่พ้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โหวเหลียงถามชายชราเกี่ยวกับเส้นทาง และกองคาราวานก็เดินกลับไปทางเดิม
เมื่อมองไม่เห็นเมืองเล็กๆ แล้วโหวเหลียงจึงเข้ามาถามหมิงเวยอย่างระมัดระวัง “แม่นางหมิงเมืองนั้นมีปัญหาอะไรหรือ”
“กลุ่มผีดิบท่านคิดว่ามีปัญหาหรือไม่”
โหวเหลียงตกใจมาก “ผีดิบงั้นหรือ แต่ร่างกายของชายชราไม่มีกลิ่นอะไรแปลกๆ เลยนะขอรับ!”
หมิงเวยพูด “มันเป็นเพียงการเปรียบเทียบคนในเมืองนั้นอาจเคยเสพยาแปลกๆ หรือฝึกพลังแบบพิเศษถึงได้มีกลิ่นอายที่แปลกประหลาด เมื่อวิญญาณงูของข้าเข้าไปในเมืองมันเข้ามาในแขนเสื้อของข้าไม่กล้าขยับ” โหวเหลียงรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องที่เข้าใจยากเขาเคยเรียนเคล็ดวิชา แต่ก็ไม่เคยพบเห็นสิ่งลึกลับมาก่อน
“ท่านลองคิดดูในเมืองนั้นมีเด็กหรือไม่” โหวเหลียงส่ายหน้า
เมื่อคืนที่ผ่านมามีชาวเมืองสองสามคนมาเยี่ยมที่ค่ายเป็นครั้งคราวซึ่ง