“ข้าน้อยละอายใจที่จะทรยศต่อน้ำใจของใต้เท้า วันนั้นข้าน้อยเดินทางไกลและเกิดหิมะตกหนัก ถ้าไม่ใช่ใต้เท้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเกรงว่าจะตายในต่างแดนเสียแล้วบุญคุณของใต้เท้าข้าน้อยจะไม่มีวันลืม หากมีวาสนาต่อกันในอนาคตข้าน้อยจะกลับมาตอบแทนท่านอย่างแน่นอน”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นๆ” นักกวีผู้นี้พูดได้ดีมากเขาจึงมอบค่าเดินทางจำนวนมากแก่อีกฝ่าย และส่งนักกวีวัยกลางคนที่ประตูเมืองก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไป
นักกวีวัยกลางคนออกจากประตูเมืองแล้วเดินต่อไปอีกห้าหกลี้ก่อนจะหยุดและหันไปทางภูเขา
…………
มีตะปูตัวแรกก็ต้องมีตะปูตัวที่สอง สองสามวันต่อมาพ่อค้าในเมืองก็มาส่งสินค้าตามที่พวกเขานัดหมาย และยังนำแรงงานกลุ่มหนึ่งมาด้วย หมิงเวยนั่งอยู่ที่ระเบียงทางเดินมองพวกเขาทีละคน
“คนนี้มีปัญหา อืม…คนนี้ก็มีปัญหาหลายวันนี้มาเพิ่มหลายคนทีเดียว ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะพอใจกับแพะอ้วนอย่างพวกเรามาก!” หนิงซิวนั่งอยู่ไม่ไกลเขานั่งฟังนางพูดแสดงความคิดเห็นด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“เอ๋” หมิงเวยเชิดหน้าถามเขา “อาจารย์ท่านดูคนนั้นสิ เขาเป็นเสวียนชื่อใช่หรือไม่เจ้าคะ”
หนิงซิวมองดูอย่างจริงจังและพูดว่า “เขาไม่น่าเคยเรียนวรยุทธ์มาก่อนมองไม่เห็นพลัง แม้จะเป็นเคล็ดวิชา แต่ก็เป็นแค่เสวียนชื่อพเนจร”
เคล็ดวิชากับวรยุทธ์เป็นสองเส้นทางซึ่งคนในสำนักส่วนใหญ่ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่แล้วซึ่งเหล่าเสวียนชื่อพเนจรที่หาเช้ากินค่ำไม่มีวิชาที่ได้รับสืบทอด