เฝิงอี้กล่าวว่า “รายละเอียดไม่แน่ชัด แต่งานเลี้ยงที่เมืองหลวงเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้ยินว่าเผยกุ้ยเฟยรักเขาเสมือนบุตร หลานชายอะไรกันบุตรชายแท้ๆ เสียมากกว่า องค์ชายทั้งหลายก็ไม่ค่อยจะลงรอยกับเขาเพราะฝ่าบาทโปรดปรานเขามากจนเกินไป”
นักกวีวัยกลางคนสงสัย “หากเป็นบุตรแท้ๆ ของเผยกุ้ยเฟยจริงเหตุใดถึงเลี้ยงดูเขาที่จวนโหวกัน”
“เพราะอย่างนั้นเรื่องนี้ถึงไม่แน่ชัดอย่างไรเล่า มีคนบอกว่าก่อนที่เผยกุ้ยเฟยจะเข้าวัง นางมีความสัมพันธ์ลับกับฝ่าบาทก็เลย…” เฝิงอี้ส่ายหน้า “แม้แต่ในหมู่ขุนนางก็มีข่าวลือมากมายมันยากที่จะพูดว่าเรื่องนี้น่าเชื่อถือ”
นักกวีวัยกลางคนถอนหายใจ “ผู้เปรียบดั่งพระอรหันต์เช่นนั้น พวกผู้ใหญ่ทำไม่ถูกจริงๆ!”
เฝิงอี้พยักหน้า “ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลสนามเลี้ยงม้าไม่อยู่ในความดูแลของข้า แต่การรับซื้อของมากมายเช่นนี้เกรงว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายได้”
“ลำบากใต้เท้าเฝิงแล้ว…” จนกระทั่งพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนกลางฟ้าการสนทนานี้ก็จบลง นักกวีวัยกลางคนกลับห้องพักเพื่อล้างหน้าล้างตา เขาไล่บ่าวรับใช้ออกไปและแขวนโคมไฟไว้ใต้ชายคาแล้วนั่งหลับตาพักผ่อนบำรุงเสินที่โต๊ะ
ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังจากด้านนอก
“เข้ามา” บ่าวรับใช้ในชุดธรรมดาผลักประตูเข้ามา
“พบอะไรหรือไม่” บ่าวรับใช้นั่งลงตรงข้ามเขาด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อยและถามเสียงแหบ นักกวีวัยกลางคนลืมตาขึ้น “เจอแพะอ้วนตัวใหม่หนึ่งตัวข้าแนะนำให้เปลี่ยนเป้าหมา