างชูนั่งเล่นอย่างเบื่อหน่ายและไม่พูดอะไรมากเป็นเวลาหลายวัน
อาหว่านเป็นกังวลมากอยากจะเกลี้ยกล่อมเขาแต่ไม่รู้จะพูดอะไร
ในตอนนั้นเองหมิงเวยก็ส่งข้อความมา
…………
เสวียนเฟยกวาดตามองกลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าเขาแล้วเลิกคิ้ว “พวกท่านคิดว่าเราไปท่องเที่ยวฤดูใบไม้ผลิหรือเหตุใดจึงพาคนมามากมายเช่นนี้!”
หมิงเวยพาตัวฝูมาส่วนหยางชูก็พาอาสวนกับอาหว่านมา
“ถ้าเช่นนั้นท่านจะเอากี่คน”
“มากสุดสองคน”
หมิงเวยเหลือบมอง “ได้เจ้าค่ะ งั้นพวกเราสองคน”
ไม่จำเป็นต้องแย่งกัน
เสวียนเฟยพาพวกเขาเข้าไปในห้องสวดมนต์แล้วสั่งทั้งสามคนว่า “พวกเจ้าเฝ้าที่นี่ไว้ หากมีเหตุฉุกเฉินอะไรให้เคาะระฆังบนโต๊ะได้เลย”
จากนั้นก็นำหมิงเวยและหยางชูไปที่ห้องโถงด้านหลัง โต๊ะแท่นบูชารูปปั้นเทพเจ้าในหลังห้องโถงถูกผลักออกไปด้านข้างเผยให้เห็นรูเล็กๆ
เสวียนเฟยนำพวกเขาเข้ามา จากนั้นก็ทำการจุดคบเพลิง และเดินไปในเส้นทางลับ
ทุกมุมมีเขตอาคมป้องกัน แต่เพราะมีเสวียนเฟยเป็นผู้นำทางจึงไม่มีอุปสรรคอะไรกีดขวาง ใช้เวลานานถึงหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงที่หมาย
เสวียนเฟยผลักแผ่นหินออกไปและทั้งสามก็คลานออกมาจากบ่อน้ำ
หยางชูเงยหน้าขึ้นและถามว่า “ที่นี่คือศาลเจ้าหรือ”
“อืม” เสวียนเฟยตอบเบาๆ “ผู้ที่ดูแลศาลเจ้าคือพวกเราเสวียนตูกวัน ทางด้านกุ้ยเฟยข้าให้คนส่งข้อความไปหานางแล้วถึงตอนนั้นนางคงหาข้ออ้างมาที่นี่ได้”
หมิงเวยไม่คิดว่าเสวียนเฟยจะจัดการได้อย่างรอบคอบเพียงนี้
เดิมทีน