ผู้คนมารวมตัวกันที่กระโจมกลางมากขึ้นเรื่อยๆ เจียงเชิ่งยิ่งรู้สึกลำบากใจมากขึ้น กัวสู่และหลางอวี่ยังทะเลาะกันอย่างหนักจนแม้แต่คนอื่นๆ ก็เข้าร่วมการทะเลาะวิวาทด้วย
เหวินยวนเห็นบิดารีบเดินมาทางนี้ และกวักมือเรียกเขาให้ไปหาจากนั้นก็พูดคุยด้วยสองสามประโยค ดวงตาของเหวินยวนเบิกกว้างด้วยความตกใจเขาพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก “นี่…จะทำได้อย่างไร”
เฉิงเอินโหวพูด “ทำไมจะไม่ได้ไม่ใช่ว่ามีคนสนับสนุนให้ทำเรื่องนี้อยู่แล้วหรือ”
“แต่…” เหวินยวนอึกอัก
“ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาตัดสินใจ” เฉิงเอินโหวพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าไปบอกไท่จื่อก็พอ”
เหวินยวนละล่ำละลัก แต่ด้วยอำนาจที่มีมายาวนานของบิดาทำให้เขาไม่สามารถคัดค้านอะไรได้ “ขอรับ”
เหวินยวนกลับมาแล้วดึงไท่จื่อไปอีกด้านหนึ่งเงียบๆ แล้วพูดว่า “ไท่จื่อ ให้แม่ทัพหลางบุกเข้าไปข้างในเถิด”
เจียงเชิ่งขมวดคิ้ว “แบบนั้นมันเสี่ยงมากเลยนะ…”
“ไท่จื่อ!” เหวินยวนพูดตัดบทเขาและส่งสายตาให้ “ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้นยิ่งกว่านั้นความเสี่ยงถือเป็นโอกาส” เจียงเชิ่งผงะไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขาเต้นแรงและเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันที
หากเสด็จพ่อถูกจับตัวไปจริงๆ การบุกเข้าไปเช่นนี้ อาจเกิดผลลัพธ์ได้สองอย่าง หนึ่งคืออีกฝ่ายไม่กล้าลงมือซึ่งตนก็จะสามารถช่วยเสด็จพ่อได้อย่างราบรื่น สองอีกฝ่ายถูกกระตุ้นจนต้องลงมือและเกิดเรื่องกับเสด็จพ่อ…
ไม่ว่าทางไหนล้วนมีความเสี่ยง แต่ความเส