ยู่ในความเงียบสงัดทั้งสองคนนั่งมองหน้ากันเงียบๆ
ผ่านไปนานหยางชูจึงพูดขึ้นทำลายความเงียบ “เจ้าจำเรื่องพวกนั้นได้หรือไม่”
อาหว่านพยักหน้าเบาๆ สายตามองลงไปที่คราบน้ำแกงบนโต๊ะ “บ่าวจะจำไม่ได้ได้อย่างไร คืนนั้นท้องฟ้าเปลี่ยนสีท่านแม่กับพวกเราถูกขังอยู่ในจวน ตกอยู่ในความตื่นตระหนกตลอดทั้งวัน หลังจากนั้นก็มีราชโองการออกมาว่าท่านพ่อเสียแล้ว ท่านแม่ชนเสาตายในทันที พี่หญิงเองก็ด้วย บ่าว…”
นางปิดตาลงแล้วพูดต่อไปว่า “หากไม่ใช่เพราะการช่วยเหลือขององค์หญิงใหญ่ หญ้าที่หลุมศพบ่าวไม่รู้ว่าสูงเท่าไรแล้ว” หยางชูอ้าปากแต่ไม่สามารถพูดอะไรเพื่อปลอบโยนอีกฝ่ายได้
อาหว่านเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงบ “องค์หญิงใหญ่บอกกับบ่าวว่า ก่อกบฏร้ายแรงมีโทษถึงตาย ท่านพ่ออยากฆ่าเขา เขาจึงต้องฆ่าท่านพ่อ ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร ไม่สามารถโทษผู้ใดได้ เขายอมให้ข้ามีชีวิตอยู่ถือว่าเมตตาเป็นพิเศษแล้ว บ่าวเข้าใจเหตุผลนี้ดี และบอกตัวเองว่าอย่าเกลียดซึ่งมันไม่มีความหมายอะไรเลย แต่บ่าวอดไม่ได้ที่จะสนใจเขา…”
นางชะงักแล้วพูดต่อว่า “ทุกคนต่างบอกว่าเขาเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงเมตตา อาจเป็นเช่นนั้น แต่คุณชายหลายครั้งที่ข้าพบว่าแววตาของเขาที่มองคุณชายนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาและเจตนาร้ายที่ไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นตอนที่ท่านต้องเข้าหวงเฉิงซือบ่าวจึงตามเข้าไปด้วย…”
“….” หยางชูก้มหน้าลงไม่พูดอะไร
“ข่าวลือนั่น” อาหว่านแค่นหัวเราะ “บ่าวไม่เคยเชื่อเลยหากพว