ารมณ์ช่วงไม่กี่ปีนี้คงไม่อยากแต่งงานหรอกเจ้าค่ะ”
จี้หลิงไตร่ตรองความหมายที่นางสื่อถึง “น้องเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องถอนหมั้นสินะ”
หมิงเวยหัวเราะ “หากถอนหมั้นท่านลุงท่านป้าคงกังวลเกี่ยวกับการแต่งงานของพี่ห้า แล้วคงกังวลเรื่องของน้องด้วยจึงคิดว่ายังไม่จำเป็นเจ้าค่ะ”
จี้หลิงเข้าใจแล้ว “น้องไม่อยากออกเรือนจึงคิดว่าเป็นเช่นนี้ยุ่งยากน้อยกว่าใช่หรือไม่”
หมิงเวยยิ้มแต่ไม่พูดอะไร จี้หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงระทึกว่า “น้องคงไม่คิดออกบวชใช่หรือไม่”
หมิงเวยประหลาดใจ “เหตุใดพี่ใหญ่ถึงคิดเช่นนั้น”
“เรื่องของน้องก่อนหน้านี้พี่เคยได้ยินมาแล้ว เสวียนหนี่เหนียงเหนียงรับน้องไปหลายปี น้องไม่ต้องการรับใช้นางไปตลอดชีวิตหรือ”
หมิงเวยหุบยิ้ม “พี่ใหญ่คิดมากไปแล้ว น้องไม่อยากออกเรือนเรื่องนี้เองก็ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ”
นางคิดว่าจี้หลิงจะไม่เข้าใจ แต่ตราบใดที่ยังเคารพอยู่ก็เพียงพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าจี้หลิงจะตอบกลับว่า “ก็จริงน้องเข้าใจเคล็ดวิชา สามารถหนีออกจากสังคมได้ ไม่จำเป็นต้องบวชถึงไม่สามารถออกเรือนได้”
หมิงเวยยกนิ้วให้พี่ใหญ่เงียบๆ ในใจ มีบางเหตุผลที่เรียบง่าย แต่การเข้าใจและเคารพชีวิตที่แตกต่างจากตนเองนั้นยาก
ลานล่าสัตว์แถบชานเมืองด้านตะวันตกอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนที่พระอาทิตย์ตกดิน พวกเขาก็มาถึงที่หมายขบวนรถหยุดลงและตั้งค่ายพักแรม
นายท่านจี้นำกระโจมมาตั้งด้วยความช่วยเหลือของทหาร จากนั้นก็เตรียมจ