สวียนตูกวันงั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ” เสวียนเฟยตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “หากอยู่ในราชสำนักส่วนมากเป็นดาวสังหาร แต่ดาวมารนี้ มาร เป็นลัทธินอกรีตไม่ควรปล่อยให้ฝ่าบาทเป็นผู้ลงมือ แต่เป็นสนามรบของพวกเราเสวียนเหมินพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าช้าๆ แล้วถามอีกหนึ่งคำถาม “หากเจิ้นอยู่ที่นี่คนเดียวทำให้เจิ้นมีข้อสงสัยเจ้าคิดว่าเจิ้นควรทำอย่างไร”
เสวียนเฟยตอบโดยไม่ต้องคิด “ฝ่าบาทมีอำนาจสูงสุด เหตุใดต้องคิดหนักเรื่องขุนนางด้วยพ่ะย่ะค่ะ ความมั่งคั่งและยศถาบรรดาศักดิ์ของพวกเขาล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของฝ่าบาท หากฝ่าบาทไม่พอพระทัยก็สามารถเรียกคืนได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หัวเราะ “วิธีที่เจ้ากล่าวมาช่างขัดต่อวิถีของเหล่าขุนนาง”
เสวียนเฟยตอบ “กระหม่อมมิใช่ขุนนาง พวกเราเสวียนตูกวันมีหน้าที่ปกป้องโชคชะตาของแผ่นดินต้าฉี เชื่อฟังผู้ที่อยู่บนบัลลังก์เท่านั้น ผู้อื่นไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ฟังคำตอบฮ่องเต้ก็หัวเราะเสียงดังพระองค์ครุ่นคิดแล้วถามอีกว่า “ถ้าคนที่เจิ้นพูดถึงไม่สามารถเปิดเผยได้เล่า…”
เสวียนเฟยยังคงตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ในเมื่อไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดเผย แล้วเหตุใดฝ่าบาทต้องกังวลเรื่องนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาทให้ความสำคัญเขาถึงสามารถเปิดเผยได้ หากฝ่าบาทไม่ให้ความสำคัญเขาก็ไม่สามารถทำได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตกใจเล็กน้อยพระองค์ทวนประโยคนี้อยู่สองรอบแล้วถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ “เจ้ารู้หรือว่าอวี้หยางหมายถึ