หยางชูต้องการตามไปดูด้วย แต่ก็ถูกหมิงเวยห้ามไว้ “ท่านอย่าไปยุ่งเลย”
เขาเหล่มองนาง “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่านงั้นหรือ”
หมิงเวยมองไปรอบๆ แล้วพูดเสียงกระซิบ “พวกเราหาที่คุยกันเถอะ”
หยางชูเข้าใจได้ทันที “ไปหลังเขา” ทั้งสองคนไม่คิดทานข้าวต่อแล้ว เดินวางมาดมุ่งหน้าไปยังหลังเขาท่ามกลางความมืด พวกเขาไม่คิดปกปิดร่องรอยอะไร แล้วในไม่ช้าเรื่องก็ไปถึงหูของคนในตระกูลโป๋วหลิงโหว
นางหลูตื่นเต้นจนพูดเสียงดังออกไปว่า “น้องสามนี่ช่างเหลวไหลจริงๆ! ไปหาที่เงียบๆ กับหญิงสาวกลางดึกเช่นนี้ไม่เป็นการบอกผู้อื่นว่าคิดจะทำสิ่งใดงั้นหรือ”
โป๋วหลิงโหวซื่อจื่อไม่พอใจ “ฟ้าเพิ่งมืด ดึกดื่นอะไรกันอย่าพูดจาเกินจริง!”
“ถึงเป็นเช่นนั้นก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี!” นางหลูแสร้งทำเป็นกังวลน่าเสียดายที่แสดงไม่สมจริง กลับยิ่งหน้าตาเบิกบานมากขึ้น
“ได้ยินว่าครอบครัวของหญิงสาวผู้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีกบฏ บิดาของนางถูกประหารชีวิต ท่านลุงถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกเนรเทศ น้องสามติดต่อกับคนเช่นนี้ ไม่ได้การแล้วคนที่ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าตระกูลหยางของพวกเราเกี่ยวข้องกับคดีกบฏด้วย ท่านพี่! เรื่องนี้ท่านไม่จัดการไม่ได้นะเจ้าคะ”
โป๋วหลิงโหวซื่อจื่อได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น “แม่นางคนนั้นเป็นลูกของนักโทษจริงหรือ”
“จริงสิเจ้าคะ!” นางหลูยิ่งกระตือรือร้น “เป็นเพราะพระเมตตาของฝ่าบาท หากเป็นราชวงศ์ก่อน เกรงว่าตอนนี้นางคงอยู่ที่สถานเริงรมย์แล้