ามารถจัดการดาวมารในช่วงเวลาวิกฤตนี้ได้
…………
เสวียนเฟยตั้งใจก่อเรื่องโดยไม่หลีกเลี่ยงผู้อื่นแต่อย่างใด พวกเขาส่งเสียงทะเลาะกันนอกเรือน ตอนนี้เป็นเวลาอาหารต้องมีผู้คนสังเกตเห็นได้ในไม่ช้าแน่
เมื่อเห็นผู้คนล้อมดูมากขึ้นอวี้หยางก็ยิ่งหัวเสีย แต่เสวียนเฟยยังคงพูดจายกตนต่อไปว่า “ศิษย์พี่อวี้หยาง ท่านกล้าสาบานหรือไม่เล่า”
อวี้หยางถูกอีกฝ่ายถามกลับจนไม่สามารถถอยหนีได้จึงตอบโต้ด้วยความโกรธ “การพยากรณ์ดวงดาวของข้าได้ข้อสรุปแล้วไม่ควรรายงานให้ฝ่าบาททราบงั้นหรือ เหตุใดถึงกลายเป็นการพูดจายั่วยุไปได้”
เสวียนเฟยหัวเราะเสียงเย็น “เช่นนั้น ท่านยอมรับหรือไม่”
“ข้ายอม…” อวี้หยางเกือบโพล่งออกไปแล้ว “ให้ข้ายอมรับอะไร เจ้าอย่ามาพูดใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น!”
เสวียนเฟยพยักหน้า “ข้าใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าขอถามศิษย์พี่ หนึ่ง ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าดาวมารที่ท่านเห็นต้องเป็นบุคคลที่ท่านอนุมานไว้”
“นั่น…”
อวี้หยางไปกระตุ้นอารมณ์ของเสวียนเฟยได้อย่างไร คำถามนี้เขาไม่สามารถตอบได้อยู่แล้ว! สาวกเสวียนตูกวันทุกคนรู้ดีว่าดาวแห่งโชคชะตาไม่สามารถสอดคล้องกันได้เลยจนกว่าจะเป็นจริง
“สอง ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าตนเองไม่ได้พยากรณ์ผิดจนไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์เข้า”
“….”
“ในเมื่อสองอย่างนี้ท่านทำไม่ได้ นี่ไม่ถือว่าเป็นการพูดจายั่วยุหรอกหรือ”
“เสวียนเฟย!” อวี้หยางโกรธ “ข้าแจ้งการพยากรณ์ของตนเองแก่ฝ่าบาท ข้าพูดยืนยันเมื่